หลายคนคงเคยเจอคำถามว่า ถ้าพรุ่งนี้โลกจะแตก แล้วคุณจะต้องตาย อยากทำอะไรมากที่สุด?
ไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ จะตอบกันว่าอย่างไร แต่ฉันไม่เคยตอบคำถามเหล่านี้ได้เลย
เพราะว่า พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ มันดูเร็วมากเหลือเกิน (กรุจาไปทำอะไรทันวะ แค่นั่งรถไปทำก็ครึ่งวันแล้ว ฮ่าาาา
วันนี้มีโอกาสอ่านหนังสือที่เคยอยากอ่านมาก ๆ ..The Last Lecture
ก็มาเจอกับคำถามคล้าย ๆ กับที่หลายคนคงเคยได้ยิน/ถูกถามมาแล้ว เพียงแต่ยืดระยะเวลาให้นานขึ้นอีกหน่อย
“ถ้าคุณมีเวลาอีกไม่กี่เดือนที่จะได้มีชีวิตอยู่บนโลก คุณจะทำอย่างไร?” เป็นไง ดูเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากขึ้นรึปล่าว
มีคนหลายคนเคยบอกว่า อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้มีแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต และมีอีกหลายคนอีกเช่นกันที่บอกว่า อ่านแล้วแม่งเศร้า…จริง ๆ นะ.. เมื่อฉันได้อ่านแล้ว นอกจากเห็นด้วยว่า แม่ง..เศร้าจริง ๆ นะ ฉันได้อีกแง่มุมหนึ่งกลับมา นั่นคือ ความรักของคนเป็นพ่อ
The Last Lecture เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดย แรนดี เพาช์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการ คอมพิวเตอร์ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์และการออกแบบ แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน เพาช์ รับรู้ว่าตนจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงสามถึงหกเดือนเท่านั้น เนื่องจากมะเร็งในตับอ่อนอยู่ในขั้นระยะสุดท้ายแล้ว แต่เขาจะทำอย่างไรกับภาระในชีวิตที่มีมากมาย เดาได้หรือไม่ว่าภาระของชายวัยสี่สิบที่กำลังจะตายคืออะไร ไม่ยากเลยใช่ไหม ภรรยาและลูกวัย ห้าขวบ สองขวบ และสิบแปดเดือน จำนวนสามคน เรียกได้ว่าเป็นภาระหนักพอรึปล่าว
ภาระที่ฉันกำลังจะพูดถึง ไม่ใช่เฉพาะภาระในด้านเงินทองค่าใช้จ่ายที่จบลงด้วยว่า คุณทำประกันชีวิตไว้แล้วหรือยัง แต่อย่างใด แต่เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ถ้าตอนนี้คุณกำลังมีลูกเล็ก ๆ ถึงสามคนอย่างเพาช์ คุณจะทำอย่างไรให้ลูกรู้ว่าคุณรักพวกเขาขนาดไหน คุณจะทำอย่างไรให้ลูกรู้ว่าคุณเป็นคนเช่นไร มีความรู้ มีทัศนคติ หรืออยากให้ลูกดำเนินชีวิตต่อไปในทิศทางใด คุณจะจับสิ่งเหล่านี้ยัดลงไปในตัวเด็กอายุไม่เกินห้าขวบได้อย่างไร
การสนทนาของเพาช์กับภรรยา ตอนหนึ่ง ติดอยู่ในใจฉันอย่างมาก นั่นคือตอนที่เพาช์ตัดสินใจว่าจะต้องไปทำการบรรยายครั้งสุดท้ายที่คาร์เนกีเมลลอนในวันเกิดของภรรยา ในเวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตที่เขาควรจะให้เวลาอย่างเต็มที่กับภรรยาและลูก มากกว่าการเตรียมตัวเพื่อบรรยายในครั้งสุดท้ายนี้
เพาช์ถามภรรยาเมื่อเธอต้องการให้เขาใช้เวลาเหล่านั้นอยู่กับเธอและลูก ๆ เพื่อให้ลูก ๆ ได้มีความทรงจำที่น่าประทับใจเกี่ยวกับพ่อของพวกเขาได้มากที่สุด ว่าลองคิดดูให้ดีว่า เราอาจจะพอมีความทรงจำสมัยเมื่อตอนห้าขวบกันอยู่บ้าง แต่เอาจริง ๆ แล้วเราจำได้ดีสักแค่ไหน ลูกจะจำได้ไหมว่าเขาเคยเล่นอะไรหรือหัวเราะเรื่องอะไรกับพ่อของเขาบ้าง อย่างดีก็แค่เลือนรางเท่านั้นเอง แล้วลูกที่อายุเพียงสองขวบและสิบแปดเดือนละ ทำอย่างไรที่จะทำให้เขารู้ให้ได้ว่า พ่อของเขาคือใคร เป็นคนแบบไหน และได้รับการยอมรับนับถือจากสังคมภายนอกมากเพียงใด ซึ่งการบรรยายครั้งนี้จะช่วยบอกลูก ๆ ของเขาได้จากภาพวีดีโอที่คาร์เนกีเมลอนถ่ายเอาไว้
ฉันชื่นชมกับความห่วงใย, แนวทางความคิด และมรดกที่เพาช์ทิ้งไว้ให้ลูกๆ ของเขา มรดกที่ไม่ใช่แค่เงินทอง มรดกที่หวังจะให้ลูกได้ดำเนินชีวิตได้อย่างเพียบพร้อมสมบูรณ์เหมือนกับเด็กที่มีพ่อและแม่คอยดูแลเอาใจใส่และคอยชี้แนะเป็นกำลังใจจนเติบโตพร้อมที่จะก้าวไปมีชีวิตเป็นของตนเอง
เพาช์ได้กล่าวทิ้งท้ายก่อนจบการ Lecture ว่า การบรรยายทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ได้เพียงแค่บรรยายถึงเรื่องการทำความฝันในวัยเด็กของคุณให้เป็นจริงได้อย่างไร ไม่ได้บรรยายเพียงเพื่อสร้างแรงบรรดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องต่อผู้คน
แต่การบรรยายครั้งนี้ เพื่อลูก ๆ ของผม.
เยี่ยมชมการบรรยายครั้งสุดท้ายของ แรนดี เพาช์ได้ที่
http://www.thelastlecture.com/
http://www.youtube.com/watch?v=ji5_MqicxSo
Popularity: 8%







