Archive for October, 2008

October 31, 2008

ขอให้ แต่ละคน รายงาน โดนการ คอมเม้นท์ เอานะครับ เพื่อเป็นการประหยัด และ ง่ายต่อการอ่าน ครับ

อ่านเพิ่มเติม

Popularity: 40%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

MBTI Test

Author: niran
October 31, 2008

การทดสอบบุคคลิกภาพเชิงจิตวิทยา MBTI (Myers-Briggs Type Indicator)

Katherine Briggs และ Isabel Myers ได้พัฒนาแบบวัดบุคลิกภาพตามแนวทฤษฎีของจุง เรียกว่า Myers-Briggs Type Indicator แบบวัดนี้ได้รับความนิยมใช้กับแพร่หลายในปัจจุบัน โดยใช้มากในการวัดความชอบในอาชีพและความสนใจ แบบวัดนี้แบ่งบุคคลเป็น 4 มิติ

ตอนนี้ผมจะยังไม่เฉลยว่า แต่ละมิติของบุคคลิกภาพนั้นแปลความหมายว่าอย่างไร…? แต่การทดสอบนี้จะมีประโยชน์ทั้งกับทีมงานทุกคนและกับแอพพรีคอต ไออ้อนเอง ดังนั้น ผมอยากให้ทุกคนเข้าไปทดลองทำแบบทดสอบ MBTI ที่นี่…

แบบทดสอบมีทั้งหมด 72 ข้อ ใครไม่ถนัดภาษาอังกฤษให้ดูภาษาไทยที่นี่

ทุกคนหลังทำแบบทดสอบเสร็จจะได้ผลลัพธ์ดังนี้

Your Type is
ISFJ

Introverted Sensing Feeling Judging

Strength of the preferences %

xx% xx% xx% xx%

อยากให้ทุกคนโพสผลลัพธ์ของตัวเองไว้ใน Greenroom ก่อนที่ผมจะเฉลยในวันอาทิตย์หน้าครับ…

PS. นอกเหนือจากผลการทดสอบ ตามที่ประชุมกันไว้ ผมอยากให้ทุกคนใส่เป้าหมายของตัวเองทั้งในปีนี้ (อีก 2 เดือน) และปีหน้าลงไปใน Greenroom ด้วย ผมอยากจะวางแนวทางการพัฒนาขององค์กรในปีหน้าจากเป้าหมายของทุกๆ คนครับ

อ่านเพิ่มเติม

Popularity: 99%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 51 ผมและเพื่อนๆอยู่ศรีราชา จะนัดรวมพลกันไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกทะเล หลังไปซัด Eart Quake มาอย่างเต็มหนำ ออกจาก โรบินสัน ศรีราชา ก็พบกับสภาพอากาศที่กำลังแปรปรวนอย่างหนัก จึงได้ชวนกันเปลี่ยนสถาณที่ไปยังบางแสน โดยตั้งจุดหมายที่แหลมแท่นและเขาสามมุข โดยหงังจะเห็นดวงอาทิตย์ตกทะเลสักหน่อย แต่ใจนึงก็รู้ทั้งรู้แหละว่าฝนจะตกเพราะได้ทำนายเอาไว้เมื่อวันศุกร์แล้วว่า ไม่น่ารอด และแล้วก็เป็นไปตามนั้น แต่ก็ไม่ใช่ปัญหากับการจะหาเรื่องถ่ายรูป จึงได้รูปมามาให้ผู้ชมได้เข้ามาชมกัน

อุปกรณ์ Nikon D90 กับ Len 18-105 F3.5 - 5.6 (ต้องขออภัยด้วยครับที่ได้ได้ตกแต่งรูปก่อน Post เอามาจากต้นฉบับครับ) ในภาพมีแต่รูปเพื่อนนะครับ ไม่ได้มีรูปผมเอง เพราะผมเป็นคนถ่าย :D

ภาพแรกมาถึงหาดวอนนภาแล้ว ก็เจอกับสภาพน้ำท่วมและนักท่องเที่ยวที่ไม่ยอมแพ้กับสภาพอากาศ ผมจึงขอเก็บมาเป้น Background สักหน่อย

DSC_0164_resize DSC_0171_resize

กว่าจะมาถึงแหลมแท่นก็ใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากรถติด พอมาถึงแหลมแท่นเล่นเอา Len มัวเพราะอากาศในรถเย็นมากแต่ก็ได้ภาพที่น่าดูไอกอย่าง

DSC_0173_resize DSC_0174_resize DSC_0179_resize

และแล้วเมฆดำก็ตามมาติดๆดูด้วยตาเปล่าก็พอรู้ได้ว่าไม่ธรรมดาแน่รอบทิศเมฆดำไปหมด แต่ก็ยังพอเก็บ บรรยากาศได้บ้าง

 DSC_0183_resize DSC_0184_resize DSC_0191_resize

ไม่นานที่กำลังเก็บ บรรยากาศอยู่ ฟ้าก็ได้ผ่ามายกใหญ่ก็เลยได้มุขมาถ่ายฟ้าผ่าฟ้าแลบ ถายยากจริงๆต้องรอจังหวะ ถ่ายฟ้าฝ่ากลางคืนง่ายกว่าถ่ายกลางวันเพราะว่ากลางวัน Speed Shuter มันเร็ว แต่ก็ถ่ายมาได้ ท่านผู้อ่านสามารถ Click ที่รูปเพื่ดูรูปใหญ่ และ Click ที่ Actual Size เพื่อดูภาพเต็มขนาดได้นะครับ ภาพที่ถ่ายมาขนาด 12.9 M ขนาดใหญ่แต่ย่อรูปมาเพื่อจะได้สามารถดูกันได้ง่ายๆส่วนภาพ Original จะสามารถ Zoom ไปที่ตัวสายฟ้าได้เลย ที่เห็นเป็นบริเวณเขาสามมุข

DSC_0193_resize DSC_0195_resize DSC_0203_resize DSC_0204_2  DSC_0204_resize

หลังจากที่ได้ถ่ายฟ้าผ่าซึ่งมีอยู่มากและหนักหน่วงในวันนั้น หลายคนที่ไปเที่ยวบางแสนในเย็นวันนั้นคงรู้ดี หลังจากที่ฟ้าเริ่มลงหนักเข้าๆทางทีมงานก็ได้เห็นสิ่งแปลกประหลาดกลางทะเลบางแสน โอ้วววววววววววว แม่เจ้า นั้นมันพายุงวงช้างนี่นา

DSC_0205_resize DSC_0206_resize

ภาพด้านบนเป็นภาพพายุงวงช้าง ผมได้ถ่าย VDO ด้วย Nikon D90 ไว้ด้วยทั้งฟ้าผ่าและพายุหมุนกลางทะเลที่หาดบางแสน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นแต่ก็ไม่คิดว่าวันนี้จะได้เห็นแต่ที่มันเกิดนั้นไม่ยาวนานเหมือนที่พัทยาและไม่ได้ดูดเอาน้ำขึ้นมาแบบดูดดื่ม แต่ก็น่ากลัวเหมือนกันครับ ไม่รู้ว่าวันนั้นมีใครสังเกตุเห็นบ้าง บริเวณแหลมแท่น

DSC_0208_resize DSC_0211_resize DSC_0212_resize

หลังจากที่ถ่ายพายุเสร็จก็มองไปรอบ ….. กำหละสิ ดูอากาศแปรปรวนจัง ตรงที่เราอยู่นั้นยังดีนะครับ แต่ที่น่ากลัวคือมนทะเลนี่สิครับล้อมรอบไปด้วยกลุ่มเมฆที่เคลื่อที่เร็วมาก และกลุ่มเมฆขนาดใหญ๋ที่หมุนทวนเข็มนาฬิกาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหลายสอบกิโลเมตร (รูปบนรูปแรก กับรูปล่างรูปแรก) ขอบอกเลยว่าตรงนั้นไม่ธรรมดานะครับมันเป้นพายุฝนฟ้าคะนอง ผมเห็นท่าจะเปลียกแน่ๆเลยเข้ามานั่งถ่ายรูปกันต่อในรถ :D

 DSC_0213_resize DSC_0221_resize DSC_0224_resize DSC_0232_resize

หลังจากที่ฝนเริ่มซาทีมงานก็เดินทางไปต่อยังเขาสามมุขที่ๆเราได้ถ่ายภาพฟ้าผ่าให้ชมกัน ทางไปเขาสามมุขน้ำก็ท่วม แต่ก็พอไปได้ เท่าที่ดูก้อนเมฆแล้ว กรุงเทพ สมุทรปราการท่าทางจะโดนไม่เบา

DSC_0240_resize 

พอมาถึงเขาสามมุขทีมงานก็ตั้งหน้าตั้งตารอถ่ายฟ้าผ่ากันต่อโดยที่ไม่มีขาตั้งกล้อง ต้องใช้มือคอยถือ
ซึ่งตอนนี้ก็ทุ่มกว่าๆ แต่บรรยากาศยังกะสามทุ่ม เพราะเริ่มมืดมากตั้งแต่ยังไม่ 6 โมงเลยหละครับ
      และแล้วสิ่งที่รอคอยก็มา ภาพนี้เป็นฟ้าผ่าลงมาที่มีลักษณะสมบูรณ์ และภาพที่เห็นก็เป็นแหลมแท่น
ภาพนี้ถ้า Zoom ไปใกล้ๆจะเห็นแขนงของมันกระจายไปข้างๆตัวมันและบนท้องฟ้าและกระจายไปยังด้านขวาของภาพ เป็นอะไรที่ผมขอบมากๆ ภาพที่เห็นจริงๆมันจะต้องมืดเหมือนภาพแรกด้านล่างซ้าย แต่เนื่องจากแสงที่ออกมาจากกระแสไฟฟ้าทำให้บริเวรรอบข้างสว่างจ้าไปหมดทั้งภาพ

 

 

หลังจากที่ถ่ายได้สักพัก ฝนก็ตกมาอีก ผมก็รู้สึกหิว เลยไปหาร้านอาหารราคาถูกและอร่อยๆแถวๆนั้น ซ฿งก็มีอยู่จริง :D รูปที่เห็นเป็นรูปเพื่อนครับ รูปตัวเองไม่มีหรอกครับ ก็เป็คนถ่ายรูปนี่

DSC_0242_resize DSC_0251_resize DSC_0255_resize DSC_0267_resize DSC_0268_resize DSC_0281_resize

อาหารในมื้อนั้นก็ ทอดมันกุ้ง แกงเรียง ยำไข่ปูเนื้อปู หมึกผัดไข่เค็ม และกุ้งแช่น้ำปลากับข้าวสวยร้อยๆ :D

แล้วเจอกันใน Trip ต่อไปครับ Trip นี้เวลานำเสนอน้อยไปหน่อย เพราะกำลังติดภารกิจครับกระผม

นักสู้ เสนาปินท์ ;)

ปล.อยากจะนำภาพใหญ่ๆชางภาพมาให้ชมกัน แต่ก็กลัว Server จะเต็มเสียก่อนครับ

Popularity: 46%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google
October 11, 2008

ผมเองมีหนังสือสองเล่ม ที่มักจะพกไว้ใกล้ตัวเพื่อเป็นแรงบัลดาลใจและเป็นเครื่องเตือนใจ ในยามที่ท้อแท้และสิ้นหวังในชีวิตทั้งส่วนตัวและการทำงาน

เล่มแรก คือ Le Scaphandre Et Le Papillon หรือในชื่อภาษาอังกฤษคือ The Diving Bell and The Butterfly (ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ) หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Jean-Dominique Bauby (ฌ็อง-โดมินิก โบบี้) ชายผู้ซึ่งประสบอุบัติเหตุเส้นโลหิตในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพาตทั้งตัว และเล่มที่สองคือ A Brief History of Time ของ Stepen Hawking (สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง) นักฟิสิกส์ยุค Post-einsteinian ชื่ออุโฆษซึ่งป่วยเป็นโรคทางประสาทที่เรียกว่า ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis)

ทั้งสองมีความเหมือนกันตรงที่ข้อจำกัดทางความพิการทางด้านร่างกาย แต่ไม่มีขีดจำกัดในเรื่องความวิริยะอุตสาหะของจิตใจ

ผมเองเป็นพวกผิดปกติทางจิตอยู่แล้ว คือเป็นกลุ่มคนที่มีภาวะ Claustrophobia หรือภาษาไทยเข้าใจกันง่ายๆ ว่า โรคกลัวที่แคบ อาการของโรคนี้ ก็คือเมื่อไรที่ตัวเองต้องตกอยู่ในสภาวะ หรือสถานที่ที่ไม่สามารถจะขยับเขยื้อนตัวได้สะดวกนัก เช่น ในลิฟต์, ในรถติดที่นานกว่า 3 ชม., ในท่อที่ขยับตัวไม่ได้ (เหมือนหนังเอเลี่ยน 2), ในถุงนอน เมื่อนั้นผมเองจะหัวใจเต้นถี่แรง ตัวเย็น หน้าซีด และหมดสติในที่สุด

สาเหตุที่กลัวน่ะหรือครับ… ไม่รู้จะมีใครเคยคิดเหมือนผมหรือเปล่า ว่า ถ้าหากชีวิตทั้งชีวิตไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย มันจะทรมานจิตใจจนแทบบ้าคลั่งขนาดไหน ผมเคยคิดว่า ถ้าหากผมดันมีชีวิตนิรันดร แต่ต้องนอนอยู่เฉยๆ มีเพียงสมองเท่านั้นที่สามารถทำงานได้  ผมจะเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในเอกภพ… สำหรับผม ความกลัวที่จะขยับไม่ได้ มันเป็นความกลัวที่รุนแรงที่สุดแล้ว มากเสียยิ่งกว่าความรู้สึกรักตัวกลัวตายเสียอีก

เพียงแค่ผมนั่งในโรงหนังที่แคบๆ และไม่สามารถยกขาขึ้นมาไขว่ห้างได้ ผมก็แทบคลั่งแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการนอนในโลง (ตามหนังโลงต่อตาย) การมุดท่อ หรือการเป็นอัมพาตอย่างโบบี้ และฮอว์กิ้ง…!!

ตัวอักษรที่เรียงตามความถี่ในการใช้งาน ช่วยให้โบบี้สามารถสื่อสารกับผู้ช่วยได้รวดเร็วขึ้น โบบี้ กับลูกๆ ช่วงก่อนเกิดอุบัติเหตุ

โบบี้ที่เป็นอัมพาตทั่วตัว มีเพียงตาซ้ายข้างเดียวที่สามารถกระพริบได้ (เปลือกตาอีกข้างหนึ่งของเขาต้องถูกเย็บปิดทับดวงตาไว้ เนื่องจากว่าเปลือกตาที่ไม่สามารถกระพริบได้นั้น จะไม่สามารถปกป้องลูกนัยน์ตาได้ ซึ่งอาจจะทำให้กระจกตาเกิดการฉีกขาดในระยะยาว) เขียนหนังสือด้วยการให้ผู้ช่วยอ่านตัวอักษรที่ละตัวอักษร และเมื่อถึงตัวอักษรที่เขาต้องการแล้ว เขาจะทำการเลิกเปลือกตาซ้ายเป็นการตอบ Yes และผู้ช่วยก็จะจดตัวอักษรนั้นลงในสมุดโน้ต ทำแบบนี้เรื่อยๆ จนประกอบคำได้ 1 คำ และทำต่อไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ 1 ประโยค 1 หน้า 1 บท และออกมาเป็น Le Scaphandre Et Le Papillon 1 เล่ม

ฮอว์กิ้งกับรถเข็นแบบพิเศษ

ส่วนฮอว์กิ้งสามารถขยับร่างกายได้เป็นอิสระมากกว่าโบบี้เล็กน้อย โดยฮอว์กิ้งจะนั่งในรถเข็นสำหรับคนพิการที่ออกแบบพิเศษติดตั้งคอมพิวเตอร์ทันสมัย ใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางช่วยพิมพ์ตัวอักษรที่ละตัวๆ จนกระทั่งจบประโยค ซอฟต์แวร์ก็จะช่วยสื่อสารคำพูดนั้นของฮอว์กิ้งให้กับผู้รับสารได้รับรู้

สำหรับผม ฮอว์กิ้งเป็นนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เพราะผมเองก็คิดไม่ออกว่า ถ้าหากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ เซอร์ ไอแซค นิวตันตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับฮอว์กิ้ง เขาจะสร้างสรรค์ผลงานอย่างฮอว์กิ้งออกมาได้อย่างไร…? (นิวตัน มีปัญหาด้านนิสัยใจคอติดลบเข้ามาอีกด้วย)

ด้วยเหตุนี้ เนื้อหาฟิสิกส์ของจักรวาลวิทยาใน A Brief History of Time ถึงได้มีความน่าสนใจมากพอๆ กับคนที่ถ่ายทอดมัน

และก็ด้วยเหตุนี้พรรณาโวหารที่งดงามรวมถึงอารมณ์ขันที่ร้ายกาจใน Le Scaphandre Et Le Papillon จึงเทียบไม่ได้เลยกับความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะขีดจำกัดทางร่างกายของผู้เขียน

และหนังสือสองเล่มนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีให้กับความไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชะตาชีวิต

ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ ได้ลาจากโลกนี้ไปในวันที่ 9 มีนาคม 1997 หลังจากหนังสือ Le Scaphandre Et Le Papillon วางตลาดได้ 3 วัน เขาได้สู้จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต และท้ายที่สุด เขาก็ทำมันสำเร็จ…

Bauby, Hawking… You are my heroes…

(ผมยังคงศรัทธาในตัวโบบี้เป็นอย่างมาก ถึงแม้แวบหนึ่งจะแอบคิดว่า หากมีใครสอนโบบี้ให้สื่อสารด้วยเลขฐานสอง ซึ่งน่าจะทำให้เขาสามารถเขียนหนังสือได้สะดวกกว่านี้มากก็ตาม)

Popularity: 25%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

Real

Author: niran
October 9, 2008

real1_500ถึงพวกเรา Apricot Ion ทุกคน…

ผมเองเป็นคนชอบอ่านการ์ตูนพอๆ กับพวกพอกเกตบุ้ค

และนักเขียนการ์ตูนที่ผมชื่นชอบและชื่นชมมีอยู่สองสามคน หนึ่งในนั้นคือ Takehiko Inoue ผู้วาดแสลมดั้งค์นั่นเอง
ผมอ่านแสลมดั้งค์ตั้งแต่อยู่ม. 4 ติดตามมาเรื่อยๆ จนกระทั่งอวสานตอนผมเรียนเอแบค

แสลมดั้งค์เป็นการ์ตูนที่สร้างแรงบัลดาลใจให้ผมเล่นบาสตอนม.ปลาย และเป็นการ์ตูนไม่กี่เรื่องที่ผมให้ผม (ซึ่งร้องไห้ยากมาก) น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

และเป็นการ์ตูนเพียงเรื่องเดียวทำให้ผม (ซึ่งค่อนข้างเย็นชากับหนังแอคชั่น) ขนลุกซู่อย่างไม่น่าเชื่อ

…แต่มีการ์ตูนอีกเรื่องหนึ่งของ Takehiko Inoue ที่ผมไม่เคยอ่านเลย ทั้งๆ ที่วาดมานานหลายปีแล้ว นั่นก็คือ Real

สาเหตุเพราะผมค่อนข้างผิดหวัง หลังจาก Real เล่มแรกออกมาเป็นเรื่อง Wheel Chair Basketball ผมซึ่งยังอินไม่หายกับแสลมดั้งค์ถึงกับเสียอารมณ์ไปพอสมควร เมื่อรู้ว่าใน Real จะไม่มีลีลายัดห่วงแบบที่เคยอ่านในแสลมดั้งค์

ซึ่งความจริงแล้ว เป็นสิ่งที่ผมตัดสินใจผิดอย่างมหันต์…

ในบทนำของวรรณกรรมระดับสุดยอดอย่าง Le Scaphandre Et Le Papillon (ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ) ของ ฌ็อง-โดมินิก โบบี้มีวรรคหนึ่งที่เขียนไว้ได้อย่างน่าสนใจ

เมื่อโชคดีได้มีชีวิตเป็นมนุษย์ ควรหาโอกาสทำสิ่งดีที่สุดฝากไว้แก่โลก แม้สักเพียงชิ้นหนึ่ง

พออ่านเรื่อง Real ทำให้ผมเริ่มเข้าใจในสิ่งที่โบบี้พูดถึง… อย่างจริงจัง…

Real เป็นการ์ตูนที่เขียนถึงการต่อสู้ของวัยรุ่นหลายๆ คน ทั้งคนที่พิการ (โทงาว่า) และคนปกติ (โนมิยะ) เพื่อเอาชนะอุปสรรคในชีวิต และรุดหน้าไปสู่ความสำเร็จแม้เส้นทางจะยากลำบาก

พักหลังๆ Takehiko Inoue เริ่มมีงานเขียนออกมาในรูปแบบวรรณกรรม Post Modern มากขึ้น ทั้ง Vagabond และ Real ทุกสิ่งทุกอย่างมันคือความเป็นจริงของชีวิต (Real) ไม่มีฮีโร่ ไม่มีตัวร้าย ไม่มีดี ไม่มีเลว ไม่มีชัยชนะอย่างเด็ดขาด และก็ไม่มีความพ่ายแพ้แบบหมดทางสู้ ไม่พยายามประณีประนอมกับคนอ่านมากเกินเหตุ (แบบ One Piece) แต่ก็ไม่ทารุณกับจิตใจคนอ่านมากจนเกินไป (แบบอิคิงามิ)

ถ้าใครอ่านการ์ตูนแบบซึมซาบเอาแก่นแท้ที่ผู้เขียนแอบฝากเตือนใจคนอ่าน ทุกๆ หน้าของ Real จะเป็นเหมือนแรงพลังผลักดัน ให้พวกเรา คนปกติทั้งหลาย ได้เดินหน้าต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

ในเมื่ออวัยวะไม่ครบ 32 ยังวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างสุดกำลัง

แล้วพวกเราที่มีครบทุกอย่าง… ยังคงทำอะไรกันอยู่…?

Popularity: 26%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google
October 7, 2008

“6 คน 3 ทีม กับ 1 ภารกิจอันยิ่งใหญ่”

 

 

 

หลังจากการริเริ่ม Project ใหม่สุดท้าทาย (และเก๋เดิ้น) จากการประชุมของทีมการตลาด และทีม R&D ในวันนี้ เกี่ยวกับโอกาสที่ พนง.ใน Apricot Ion ทุกๆคน จะมีโอกาสได้ริเริ่มโครงการสร้าง Application ของตัวเอง

ผลสรุปในเบื้องต้นได้ใจความว่า นักล่าฟัน (ฝัน) ทั้ง 6 คน ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้จับคู่ เพื่อสร้างโครงการนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดี

โดยรายละเอียดการจับคู่เป็นดังนี้

ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนา Application IBT-Individual Behavior Tracking

M1-Boyd M2-Oil

M1 บอย หนุ่มน้อยผู้แบกความฝัน มาอย่างจริงจัง และมุ่งมั่น

M2 ออย สาวน้อยร่างเล๊ก (ไม่ถึง 150 cm.) ที่พกพาความั่นมาใจไม่แพ้บอย

ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนา Application Corporate Files Sharing - CFS

M3-Gae M4-Tick
M3 เก๋ หญิงสาวผู้มาพร้อมความเป็นตัวเอง มั่นใจทุกเวลา M4 ติ๊ก หนุ่มน้อยวัยใส รักเสียงเพลง และการร้องเพลง พร้อมทุ่มเทเพื่อชนะการแขงขัน

ผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนา Application Customer Relation Management - CRM

M5-Ky M6-Te
M5 กี้ พี่ใหญ่ของบ้าน MF พกพาความกล้ามาล่าฝัน M6 เต้ หนุ่มสุดท้ายของบ้าน ที่ประกาศกร้าวว่าจะคว้าชัยชนะในครั้งนี้

โดยภารกิจแรกที่ทั้ง 6 ต้องทำมาเสนอในวันพุธหน้าก็คือ แนวคิดและขอบเขตของ Applicatiion ที่ทั้ง 6 คน 3 ทีม อยากจะสร้างสรรค์ขึ้นมา!!!

รักใครชอบใคร โหวตเข้ามาได้ทันที อนาคตของพวกเขา อยู่ในมือของท่าน!!!

โปรดติดตามตอนต่อไป…

Popularity: 12%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ความมุ่งหมายหนึ่งในชีวิตของเราทุกคน คือ การทำงานอย่างมีความสุข คล้ายๆ กับว่า งานเป็นภารกิจหลักๆ ของชีวิต ที่มีน้ำหนักกระทบต่อความรู้สึกของผู้คน ทำให้เขารู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่ามีปัญหาต้องคอยสะสาง วิตกกังวลจนถึงขั้นเครียด และเป็นทุกข์  พ้นไปจากอีกด้านหนึ่งของมันที่ให้ทั้งผลตอบแทน ความมั่นคง ความก้าวหน้า เกียรติยศ ความสำเร็จ และความสุข

ทราบไหม ว่าบุคลิกภาพนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้คนทำงาน ต้องเผชิญกับความทุกข์หรือความสุขได้ หากรู้จักพื้นฐานของบุคลิกภาพที่ดี และทำให้พื้นฐานเหล่านี้มีอยู่เป็นเบื้องต้นในตัวเอง โอกาสที่จะย้ายจากฝั่งความทุกข์ ไปสู่ฝั่งความสุข ก็เป็นเรื่องไม่ไกลเกินจริง

พื้นฐานบุคลิกภาพที่ดี ที่จะมีผลต่อความสุขในการทำงานนั้น มีอะไรบ้าง

1.เป็นคนมองโลกในแง่ดี

การมีพื้นฐานของการมองโลกในแง่ดี จะทำให้เรามองเห็นความปกติของความวุ่นวาย ความปกติของการทำงานแล้วมีปัญหา และความปกติในความไม่ปกติอื่นๆ อีกมาก ก็เพราะนี่คือการทำงานไงคุณ ทำร่วมกับคนหมู่มาก มีหลายเรื่องเป็นเรื่องยาก และอีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่อยู่เกินความควบคุม หรือนอกเหนือจากการควบคุมของเรา ฉะนั้น มันก็ต้องมีปัญหาบ้าง นำความไม่สบายใจหรือความไม่พึงพอใจมาสู่เราบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา

ปัญหา มันอยู่กับที่ สิ่งที่เราสามารถควบคุมและจัดการได้ต่างหาก เราทำอะไรกับสิ่งเหล่านี้อยู่ ทำอย่างดี อย่างเต็มที่ ทำอย่างถูกต้องและละเอียดรอบคอบเพียงใด ถ้าเรารับผิดชอบในส่วนของเราเต็มที่แล้ว ก็มาดูว่าปัญหาเกิดในลำดับใดถัดไป และจะแก้ไขอย่างไร
คนที่มีพื้นฐานการมองโลกในแง่ดีจะไม่หยุดอยู่กับปัญหา พร่ำบ่น คร่ำครวญ ฟูมฟาย หรือเอาแต่ไล่เบี้ยหาตัวคนผิด เขา จะมองมันเพื่อพิจารณาว่าอะไรทำให้เกิดปัญหา หรือปัญหาเกิดมาจากไหน เพื่อที่จะได้แก้ไขและจบปัญหา พื้นฐานเช่นนี้ทำให้ เขาเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ น่านับถือ และมีความสุขได้ท่ามกลางการทำงาน ที่แม้จะมีปัญหาติดขัดเกิดขึ้นเป็นระยะๆ

2.เป็นคนที่รู้จักขอโทษและรับกับความผิดพลาดได้

เราไม่ใช่ผู้วิเศษกันทั้งนั้น มีโอกาสที่จะผิดพลาด แต่ต้องรู้จักยอมรับและขอโทษได้ หลายคนเป็นพวก ผิดไม่ได้ คนพวกนี้มีความทุกข์มาก เพราะทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาดในการทำงานขึ้นมา เขาจะต้องหาวิธีลากตัวเองให้พ้นผิด ผิดไม่ได้ ผิดไม่เป็น จนบางครั้งแก้ตัวข้างๆ คูๆ คนประเภทนี้โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานมีน้อยมาก หรือหากมีก็มักจะเป็นติฉินนินทาของลูกน้อง และเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ

เมื่อ สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง จะเป็นอะไรไปที่เราจะผิดสักครั้ง แต่ผิดแล้วต้องเป็นนักเรียนรู้ ผิดแล้วต้องรู้สึกผิดแล้วขอโทษ จากนั้นช่วยกันหาวิธีแก้ไขและป้องกันไม่ให้ เกิดความผิดพลาดซ้ำขึ้นมาได้ เท่านี้เราก็สามารถข้ามปัญหาที่เกิดขึ้นไปสู่เรื่องอื่นๆ ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ต้องจมอยู่กับความผิด การโทษกันไปโทษกันมา และความพยายามที่จะเอาตัวรอดเท่านั้นเอง

3.เป็นคนมีอัธยาศัย

หมายถึงการเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส และใจกว้าง คนที่มีบุคลิกลักษณะอย่างนี้ จะอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ จะเข้าใจคน รู้ว่าแต่ละคนมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร จะรู้จักเห็นอกเห็นใจและคอยสนับสนุนช่วยเหลือผู้อื่นได้ตรงจุด ความมีมนุษย์สัมพัน์ดีจะทำให้เขาออกปากขอความช่วยเหลือผู้อื่นได้ง่าย โดยเฉพาะในงานที่เกินกำลังหรือไม่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญ เขาสามารถขอความช่วยเหลือ โดยมีคนพร้อมที่จะช่วยเหลือเขาได้ทันที เพราะติดค้างในความเป็นคนดี คนน่ารักของเขา
ความยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้บรรยากาศในการทำงานดี สมองปลอดโปร่ง อารมณ์แจ่มใส คิดอะไรออกง่าย ทำอะไรทั้งหนักและเบาได้อย่างราบรื่น
ส่วนความใจกว้าง จะทำให้เขาเปิดรับคนทุกระดับอายุ ทุกระดับความรู้ และทุกระดับการบังคับบัญชา คนทั่วไปจะรักและชื่นชมเขา ให้ความสนิทสนม ความไว้วางใจ เขาจะกลายเป็นที่ต้องการของทุกๆ ที่ ดังนั้น อัธยาศัยไมตรีจึงเป็นประตูสู่โอกาสที่ดีในอนาคต

4.เป็นคนมีกาลเทศะ

คนที่รู้จัก กาลเทศะ จะสามารถวางตัวและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่สร้างปัญหา การไม่สร้างปัญหาให้เกิด ถือเป็นหน้าที่พื้นฐานของคนทำงานทุกคน ขณะที่การมีประสิทธิภาพคือ แต้มต่อ ในการทำงาน มันคือการ เปล่งแสง ของตัวคุณเอง แล้วจะไปเข้าตาผู้บริหาร โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานจะมีมาก
กาลเทศะ ที่ว่า ไม่ใช่แค่มารยาทในการเข้าสังคมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเคารพระเบียบวินัยของบริษัท การแต่งเนื้อแต่งตัว พูดจาพาที ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม พอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่เป็นที่เดือดร้อนรำคาญของใคร และมีคุณค่าในทุกๆ ที่ที่เขาปรากฏตัว
นอกจากนี้ยังรวมถึงการตรงต่อเวลา การใช้เวลาทำงานสร้างคุณค่าแก่เนื้องาน แก่ความรับผิดชอบ และแก่องค์กรด้วย

5.เป็นคนที่มีพัฒนาการ

หัวใจสำคัญข้อหนึ่งของบุคลิกภาพ คือ เป็นคนที่มีพัฒนาการ เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงในทางบวกหรือทางสร้างสรรค์ เช่น เปลี่ยนแปลงการแต่งกาย ทรงผม และการแต่งหน้าให้รับกับสมัยนิยมอย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่โอเว่อร์หรือเชยเฉิ่ม
เปลี่ยนแปลงการพูดการจา โดยการพูดให้ชัดถ้อยชัดคำ พูดให้คนฟังฟังรู้เรื่อง พูดไม่มากหรือน้อยเกินไป พูดอย่างสุภาพ มีเสน่ห์จับใจ เปลี่ยนแปลงความรู้ความสามารถ โดยการหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเรียนต่อ เทคคอร์ส เข้ารับการฝึกอบรม ฟังบรรยาย ร่วมการเสวนา หรือแม้แต่ซื้อหาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม กับการฝึกฝนตัวเองจนชำนาญในการงานที่ทำมาโดยตลอด  เรียกว่าเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือ Learning by doing
ทั้งหมดที่ว่ามานี้จะนำความเปลี่ยนแปลงในทางดีหรือทางก้าวหน้ามาสู่ตัวคุณ และคุณจะเป็นที่สะดุดตาของเพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนเจ้านายของคุณเอง พื้นฐานบุคลิกภาพที่ดีที่ส่งเสริมความสุขและความก้าวหน้าในการทำงานที่กล่าว มาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องยากที่แต่ละคนจะฝึกฝนและปฏิบัติ หากรักที่จะให้ชีวิตมีความสุขและก้าวหน้าไปตามลำดับขั้น ก็โปรดปฏิบัติตามนั้นและเพิ่มเติมสิ่งที่ดีอื่นๆ เข้าไปอีก

ขอให้ทุกคนมีความสุข กับ การทำงาน นะครับ

Popularity: 23%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google