Archive for August, 2008

August 31, 2008

ถึงทีมงาน Apricot Ion ทุกคน…

ผมเองรักทีมงานทุกคน มีความผูกพันและหวังว่าทุกๆ คนจะอยู่กับ Apricot ตลอดไป…

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความฝันของผมข้อนี้คงเป็นจริงไม่ได้… ผมรู้ดีว่า วันใดวันหนึ่งในอนาคต เราทุกคนย่อมจะต้องมีหนทางของตัวเอง หนทางที่เราเลือกเดินในอนาคตข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นทางแยกที่ทำให้แต่ละคนต้องเดินห่างกันออกไป

แต่อย่างน้อย ผมอยากให้วันเวลาที่พวกเราได้ใช้ร่วมกันใน Apricot มีความหมาย และเป็นประวัติศาสตร์เล็กๆ หน้าหนึ่งในชีวิตของทุกคน

ผมอยากให้ทุกคนที่อยู่ที่ Apricot สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำ… และยืดอกได้อย่างภาคภูมิใจว่า… ตลอดเวลาที่อยู่กับ Apricot เราคว้าความสำเร็จอะไรมาได้จากน้ำมือ จากหยาดเหงื่อ และจากคราบน้ำตา ของเราบ้าง และนี่คือสาเหตุที่ผมสร้างห้องสีเขียวนี้ขึ้นมา…

Read the rest of this entry »

Popularity: 26%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google
August 31, 2008

Realized - พัฒนาการแรก

วันนี้วันอาทิตย์…
สามทุ่มกว่าแระ
อืมม รู้สึกเหมือนตอนเรียนเรยนะ
แบบ…กำลังจะทำการบ้านส่งอาจารย์วันจันทร์
ไอ้ที่อาจารย์สั่งงานเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาน่ะ
วันเสาร์อาทิตย์ทั้งวัน ชั้นไม่รู้ไปทำไร
รู้แต่มันจะแบบ ไว้ก่อน ยังไม่ต้องทำก้ได้
เด๋วทำน่า…ไรงี๊

แต่คิดคิดไปอีกที
จิงๆตอนเด็ก… นิสัยเราแย่กว่านี้อีกนะ
บางทีก้ไม่ทำมันเรยด้วยซ้ำไอ้การบ้านน่ะ
บางทีก้จะ… น่านะ ขอลอกการบ้านหน่อยเหอะเพื่อน…
ถ้ามีจิตใต้สำนึกหน่อย ก้อาจจะแบบ….ทำอ่ะ…แต่ทำในคาบเรียนก่อนวิชาที่ต้องส่งการบ้านมาถึง

เอ๊ะ นี่แสดงว่าเราก้มีพัฒนาการเหมือนกันนี่หว่า
แม้ว่าจะทำนาทีสุดท้ายก่อนเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่…แต่ก้ยังทำอ่ะนะ
มันน่าแปลกนะ ไอ้ตอนที่เราเรียนน่ะ
ขนาดว่ามีอาจารย์คอยทำหน้ายักษ์ใส่เราถ้าไม่ทำการบ้าน
ไม่แค่นั้น ถ้าไม่ทำ อาจโดนตัดคะแนน ตัดเกรดกันไปเรย
เผลอๆ อาจถูกทำโทษ ให้ต้องได้อายกันบ้างล่ะ
เราเอง หรือเด็กๆ อีกหลายคนในวัยนั้น
ก้ยังคงหาวิธีที่จะหลบเลี่ยงที่จะได้ไม่ต้องทำการบ้านเหล่านั้นให้จงได้ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่ดี

ขนาดว่าที่อาจารย์ขู่เข็ญให้เราทำน่ะ
อาจารย์ไม่ได้อะไรจากเราเลย
แร้วไอ้คนที่จะได้ความรู้จากการทำการบ้าน
จากการได้คิด ได้ใช้สมอง (ที่มีมันอยู่เพียงน้อยนิด)
กลับพยามวิ่งหนีหรือปฏิเสธที่จะทำมันซะอย่างนั้นเอง

เหอๆๆ ก้เปนช่วงเวลาที่คิดไม่ได้จิงๆ
คิดว่าใครๆหลายคนก้คงเคยเปน

โอ๊ะๆๆๆ วนกลับมากับเรื่องที่เขียนวันนี้ดีกว่า
จิงๆก้ไม่ได้เตรียมอะไรที่มีสาระ ความรู้ มาเขียน มาแชร์กะใคร

แค่แบบ คิดว่า ด้วยวิญญาณผู้ชนะเรียงความสามปีซ้อนสมัยประถมที่มีอยู่นัยตัวตน
เมื่อมานั่งอยู่หน้าจอ ตรงหน้ากระดาษปล่าวๆ
คงมีอะไรที่แบบ…พรั่งพรู ออกมาเอง

ตั้งจัยหรือมั่ยตั้งจัย ก้สุดแร้วแต่ที่จะคิด
เมื่อพิมพ์มาจนถึงบรรทัดนี้แร้ว
สิ่งที่ได้จากการนั่งพิมพ์ วันนี้ ก้คือ…

การตระหนักว่า″ตัวเอง…โตขึ้น”
ไม่ใช่แค่วัยวุฒิเท่านั้นที่มันมากขึ้น
หากแต่ความรู้สึก “รับ ผิด ชอบ” นั้น มันก้มากขึ้นตามปัยด้วย
เรา…ในวันนี้
สามารถทำ สิ่งที่เราควรทำ ด้วยความรู้สึก รับผิดชอบ ซึ่งมาจากสมองและอะไรหลายอย่างข้างในซึ่งอยู่ในตัวเราล้วนๆ
เรา “ทำ″ สิ่งเหล่านั้น โดยไม่มีใครต้องคอยมาออกคำสั่ง หรือใช้วิธี “หักคะแนน” เพื่อให้เรายอมทำตาม…
เราไม่เพียงคิดได้เองว่าต้องทำนะ
แต่เราทั้งคิดได้และทำมันด้วย….
ไม่มีอาจารย์หักคะแนนเราแร้วนะตอนนี้
ไม่ต้องให้ใครมาขู่เข็ญ เพื่อให้เราทำอะไรดีดีเพื่อตัวเราเองแร้ว…
อ่ะรู้สึกดีกะตัวเองจัง…
งั๊นขอจบบทที่หนึ่ง ตรงนี้เรยละกัน
อ่าาา…. กู๊ดไนท์ค่ะทุกคน

Popularity: 9%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

First time in Apricot ion

Author: Sathaporn.k
August 30, 2008

    หลังจบมหาวิทยาลัย ได้ประมาณ 1 วัน ทางบริษัท(Apricot Ion) ก็เรียกให้ไปสัมภาษณ์งาน ไอ้เราก็ตื้นเต้น เพราะว่าเป็นบริษัทแรกที่เรียกเราไปสัมภาษณ์

ด้วยความตื่นเต้น วันที่ไปสัมภาษณ์ก็เลยพกเอกสาร Project จบเล่มใหญ่มากๆๆๆๆๆๆๆ ไปให้ดู เพื่อประกอบการตัดสินใจ

    วันที่สัมภาษณ์ตรงกับวันที่ 6 ตุลาคม 2548 นัดไว้เวลา 15.30 น. พอไปถึงบริษัท ก็มีคนอยู่ไม่เยอะ ระหว่างที่นั่งรอก็คิดไปด้วยว่าจะทำดีหรือเปล่าเพราะเห็น

ว่าเป็นบริษัทที่ไม่ใหญ่โตอะไรมากมาย คิดไปคิดมารู้ตัวอีกที่ก็ไปอยู่ให้ห้องสัมภาษณ์หล่ะ คงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนสัมภาษณ์ my boss ของเรานั่นเอง คุยไป

คุยไปมาสักพัก ก็ได้ยินประโยคหนึ่งที่ว่า “พร่งนี้มาเริ่มงานเลยครับ” ไอ้เราก็งง?? ได้งานแล้วหรือ? หน้าชาไปหมด สักพักก็ตอบตกลงไปเลย ลงมาก็โทรบอกทุก

คนใหญ่เลย ว่าได้งานแล้ว แบบว่าดีใจนะ

    7 ตุลาคม 2548 วันแรกที่มาเริ่มงาน ประมาณ 9 โมง นิดๆ ก็เรียกประชุม มีพนักงานใหม่เข้ามาพร้อมกัน 3 คน ก็แนะนำตัว จบที่ไหน? ตำแหน่งอะไร? สักพัก

ก็คุยเป็นการส่วนตัว และบอกจุดยื่นของบริษัท ฟังไปสักพักก็ตกใจคำประโยคที่ว่า “บริษัทของเราพัฒนาด้วย .NET C# ” จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง เราจบ Java มา

พัฒนา Java มาตลอด ไม่เคยแตะ .NET เลย ความคิดแรกที่เข้ามาในสมองคือ ลาออกดีไหมเรา? เกิดวิตกจริตกลัวว่าจะทำไม่ได้ แต่ my boss บอกว่า syntax

มันเหมือนกันไม่ยาก ไม่ยากก็ไม่ยากลองดูพักไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที สรุปก็คือเป็นการทำงานวันแรกที่ไม่สนุกเท่าไหร่ เพราะแบบว่ากังวลใจอยู่เล็กๆ

    8 ตุลาคม 2548 ก็เข้างานเวลาเดิม 9.00 A.M (เด็กใหม่ไง ตรงเวลา) ช่วงเช้าก็เข้าประชุม บอกว่ามี Project จะให้ทำ เป็น Project เล็กๆเกี่ยวกับกองทุน

หมู่บ้าน พอเห็นคู่มือแล้วลมจะจับ คู่มือหนามากๆๆๆ อ่านไปพอรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ช่วงบ่ายก็มีการ training เรื่อง framework ของบริษัท เข้าใจบ้าง งง บ้าง

ปนๆ กันไปแล้วก็ศึกษาด้วยตัวเองไป

    9 ตุลาคม 2548 เข้างานเวลาเดิม my boss เดินมาบอกว่า “ติ๊กครับเดียวประชุม Project กันหน่อย ประมาณ 10 โมง เดียวจะมี partner มาประชุมด้วย” เรา

ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พอ 10 โมงก็มีคนอินเดียเดินเข้ามา สักพัก my boss ก็เรียกพวกเราเข้าไปประชุม Oh my God! คนอินเดียคนนั้นเป็น partner ที่จะมาดู

project กองทุนหมู่บ้าน แบบว่ากะเหรี่ยงงง? อ่ะ แบบภาษาอังกฤษเราก็แย่มากๆ ประชุมกันตั้งนาน จับใจความอะไรไม่ได้เท่าไร่ สรุปว่าวันนั้น ก็งงๆๆ ไปตาม

ระเบียบด้วย

    จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 3 ปีที่ผมได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ Apricot Ion เริ่มต้นมีพนักงานประมาณ 6 คนจนถึงวันนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และ Project แรกที่

ทำก็สามารถที่จะขายได้ ก็เป็นที่น่าภูมิใจ จากคนที่ไม่รู้จัก .NET เลย สามารถที่จะทำได้ ขอเพียงมีความตั้งใจและมุ่งมั่นเป็นพอ  จากเวลาที่อยู่ที่บริษัทผม สัมผัส

ได้อย่างหนึ่งคือ บริษัทของเรามี Boss ที่เก่ง พนักงานทุกคนมีบทบาท และหน้าที่ในทางที่ตนเองถนัดและชอบ ทำให้เราก้าวไปอย่างมั่นคง

    งานจะดีได้มัน ต้องอยู่ที่กับสภาพแวดล้อมในการทำงาน รักในงานที่ทำ องค์กรของเรามีพร้อมทุกอย่าง สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่กดดัน ไม่มีการเข้มงวด

แต่เราก็ต้องรับผิดชอบตัวเองและรู้บทบาทของตนเอง เมื่อคนแต่ละคนรู้บทบาทและทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ องค์กรก็จะสมบูรณ์ตามไปด้วย

    คนในวงการ IT ทุกคนคงรู้ว่าระยะเวลาการทำงานต่อคน ต่อบริษัท ไม่น่าจะเกิน 1-2 ปีแต่ผมอยู่บริษัทเกือบจะ 3 ปีแล้ว มันต้องมีอะไรดีสักอย่างสิ ถึงสามารถ

ที่จะถึงคนเอาไว้ได้ เงินเดือน? Bonus? สวัสดิการ? หรือมันมีอะไรมากกว่านั้น

แล้วผมจะมาบอกว่า Apricot Ion มีอะไรดี อะไรที่ทำให้เราแตกต่าง อะไรที่ทำให้ผมเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ Apricot Ion

Put the right man on the right job

Right place and right time.

Popularity: 16%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

Target (part1)

Author: Kwanchai.c
August 30, 2008

ว่าด้วยเรื่องของเป้าหมาย(Target) แล้วนั้นเคยคิดกันมั่งไหมว่า มันสำคัญยังไง แล้วทำไมคนเราควรให้ความสำคัญกับมัน?

พอพูดถึงเป้าหมาย คุณคิดถึงเรื่องใดก่อนที่ต้องมีเป้าหมาย?? เรื่องงาน??

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเรื่องเป้าหมายเป็นเรื่องของงาน เพราะว่ามีการพูดกันเยอะในการทำงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในทุกขณะของชีวิตเรามีเป้าหมายหมดแหล่ะ

เช่น อยากกินข้าว อันนี้ก็เป็นเป้าหมายล่ะ :D

แล้วมันสำคัญยังไงล่ะ??

เป้าหมายก่อให้เกิดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเราพัฒนา

1. คิด

2. ทำตามที่คิดให้ไปถึงเป้าหมายนั้น

ถ้าไม่มีเป้าหมาย(Target) ขึ้นมาก่อนแล้ว จะเกิดการคิด หรือ การกระทำหรือเปล่า?

  • การคิด — ฝึก analytical skills
  • การกระทำ — ก่อให้เกิด experience

ทีนี้เราก็รู้แล้วนะครับ ว่าการตั้ง target นั้นสำคัญยังไง และ ทำไมถึงควรให้ความสำคัญกับมัน

เพราะฉะนั้น เรามาตั้งเป้าหมายกันเถอะ :D

ตอนต่อไปจะพูดถึงวิธีการวางเป้าหมาย ว่าเขา(ผม) ทำยังไง??

 

ps. เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มาเขียนจริงๆ นะเนี่ย ยังไงก็แนะนำติชมได้นะครับ (comment กันเยอะๆ ได้เลย)

Popularity: 14%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google
August 29, 2008

learningหลังจากการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในที่ประชุมคุณรันได้พูดถึงเรื่องของการเก็บบันทึก และการถ่ายทอดความรู้ไว้ให้กับองค์กร วันนี้ผมถือโอกาสมาร่วมประเดิมเป็นหัวข้อแรกๆที่จะเกิดขึ้นในห้องสีเขียวห้องนี้เริ่มต้นกันด้วยเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันกับสิ่งที่เรากำลังสร้างกันในห้องนี้Historiography ซึ่งจะนำไปสู่ การสร้าง องค์กรแห่งความรู้ในปัจจุบันนี้องค์กรธุรกิจมีการใช้เครื่องมือทางการบริหารจัดการอยู่มากมายหลายร้อยแบบ แต่มีเครื่องมือทางการจัดการอยู่เพียง 25 ตัว ที่ถูกใช้กันมากโดยองค์กรธุรกิจจากทั้งโลก ข้อมูลนี้ผมนำมาจาก www.bain.com เวปไซต์บริษัท Consult ระดับโลกเครื่องมือตัวหนึ่งที่ติดอันดับอยู่ในโผนั้นก็คือ L O / K M หรือจะเรียกแบบเต็มๆว่า Learning Organization / Knowledge Management ซึ่งเมื่อเรานำมาแปลเป็นภาษาไทยก็คงได้ว่า องค์กรแห่งการเรียนรู้ และแนวทางการจัดการความรู้เรื่อง HOT HIT ของโลกแนวคิดเรื่องการจัดการ บริหารแบบ L O K M เป็นรูปแบบการบริหารที่กำลัง trendy ไปทุกๆองค์กรทั่วโลก เห็ตผลสำคัญที่ทำให้ L O K M ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก (ๆๆ) นั้นก็เพราะว่า1. องค์กรบริหารต้องการเก็บรวบรวมองค์ความรู้ในองค์กรให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อ

- ถ่ายทอดองค์ความรู้ในองค์กร ให้ทั่วถึงแก่ทุกๆคนในองค์กร ทั้งความรู้ที่องค์กรสร้างขึ้นมา และความรู้ที่องค์กรนำมาประยุคต์ใช้จากภายนอก
- ประหยัดเวลาในการเรียนรู้ และพัฒนา ต่อยอดสิ่งใหม่ๆ เช่น องค์กรมีรูปแบบการเดินเอกสารซึ่งคิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยประสิทธิภาพในการทำงาน เมื่อมีพนักงานใหม่ เราก็สามารถที่จะให้พนักงานเข้าไปอ่านศึกษาการใช้รูปแบบการเดินเอกสารนั้นได้ด้วยตัวเอง จะทำให้ประหยัดเวลาในการทำงานมากขึ้น

กับ Apricot Ion ; Framework ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาก็สามารถที่จะนำไปใช้ในงานที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันได้ในอนาคต ไม่จำเป็นที่จะต้องสร้าง Framework ใหม่ๆทุกครั้งที่เจอลูกค้าใหม่ๆ 2. องค์กรบริหารต้องการถ่ายทอดสิ่งดีๆแก่สังคม CSRในปัจจุบัน เรื่องของ ธรรมาภิบาล และ/หรือ การใส่ใจดูแลสังคมของ บ. ต่างๆในปัจจุบัน เริ่มถูกพูดถึงกันอย่างมาก

อย่างเช่นLRN_corp-soc-resp_drawing

- เรื่องของการลดภาระโลกร้อนในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม
- เรื่องของการไม่ใช้สัตว์ทดลองในกลุ่มธุรกิจเคื่องสำอางค์ และยา
- ในกลุ่มของบริษัทที่ไม่ได้ขายผลผลิตที่เป็นตัวงานจับต้องได้อย่างเช่น บ.คำปรึกษา จึงช่วยเหลือสังคมด้วยการเผยแพร่ความรู้นั่นเอง

กับ Apricot Ion ; Apricot Ion Academy คือหนึ่งในทางเลือกที่เราเลือกใช้

CSR - Coporate Social Responsibility หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจนั้น หมายถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักจริยธรรมและการกำกับที่ดีควบคู่ไปกับการใส่ใจและดูเเลรักษาสังคมและสิ่งเเวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน 

 

Popularity: 20%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ผมเคยอ่านบทความบทหนึ่งของนันทขว้าง สิรสุนทร เกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพของนักศึกษาจบใหม่ รวมถึง passion ในการทำงาน เลยเอามาโพสในบล็อกของเรา บทความนี้เป็นหนึ่งบทความที่ช่วยผมจุดประกายความคิดอะไรได้หลายๆ อย่าง และคิดว่า มันคงช่วยจุดประกายความคิดให้พวกเราได้เช่นเดียวกัน

จะเป็นจะตายกับมันไหม?

นันทขว้าง สิรสุนทร

ปลายเดือนกุมภาพันธ์มาถึงทีไร ความรู้สึกอย่างหนึ่งของนักศึกษาที่กำลังเรียนปีสุดท้าย คงรอคอย หรือสับสนปนเปไปกับความตื่นเต้นอยู่บ้าง.. ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าพวกเขากำลังจะจบการศึกษา และจะต้องเป็นนกที่บินออกจากรังไปเจอลมฝนและแสงแดด เจอชีวิตใหม่ๆ อีกด้านที่ไม่เคยพบ

วันศุกร์ที่แล้ว (11 ก.พ.) ผมได้รับเกียรติจากคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้ไปเป็นวิทยากรในงานปัจฉิมนิเทศ ร่วมกับแขกผู้ใหญ่อีกสองท่าน งานวันนั้นสนุกดีครับ บรรยากาศเฮฮา ไม่เป็นทางการมาก แต่ถึงไม่เป็นทางการมากก็มีน้องๆ ที่แววตามุ่งมั่นแต่ละคน ดูจะจริงจังกับชีวิตใหม่ของพวกเขาที่กำลังเดินทางมา…

คำถามหนึ่งที่น้องบางคนถามก็คือ พวกเขาจะทำอะไร เหมาะกับงานแบบไหน หรืออาชีพนั้นอาชีพนี้น่ากลัวมั้ย?

ผมบอกน้องคนหนึ่งว่าทุกอาชีพมีความสนุกของมันเสมอ แถมยังมีเสน่ห์ที่ “คนนอก” ไม่ได้รู้อีกด้วย… ผมไม่คิดว่า “การเขียนหนังสือ” ดีกว่า “ขายเต้าฮวย” หรือเป็น “เลขาฯ” เจ๋งกว่า “ขายไข่ปิ้ง” …แน่นอน “คนขับรถแทกซี่” ก็ไม่ได้เป็นอาชีพที่น่ารู้สึกต่ำต้อยไปกว่า “เอเยนซี”

เพราะคุณค่าที่แท้จริงนั้น วัดจากการลงแรง ความรักในงานและเจตนาที่ดีต่อผู้รับผลของงาน

Read the rest of this entry »

Popularity: 23%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google
August 24, 2008

ถึงทีมงาน Apricot Ion ทุกคน…

ผมได้ยกเรื่องที่ผมได้พูดในที่ประชุม มาใส่ไว้ในบล็อกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตอบสนองกับแนวทางการสร้าง Historiography ของ Apricot Ion อย่างที่ผมหวังเอาไว้

คิดว่าทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า “กฏการคัดเลือกจากธรรมชาติของชาร์ล ดาร์วิน (Charles Darwin’s Theory of Natural Selection)” กันมาบ้าง

กฎดังกล่าวมีแนวความคิดที่ชัดเจนว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะผลิตลูกหลานออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งลูกหลานที่เกิดจะมีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ ลูกหลานเหล่านี้จะต้องดิ้นรนแก่งแย่งเพื่อความอยู่รอด พวกที่สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ได้ดีจะถูกธรรมชาติคัดเลือกให้มีชีวิตรอด สิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตรอดก็จะถ่ายทอดลักษณะที่ปรับตัวได้ให้กับสิ่งมีชีวิตรุ่นต่อๆ มา

Charles Darwin ดังนั้น มองในมุมกลับกัน สัตว์ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก จะมีพัฒนาการและวิวัฒนาการที่ดีกว่าสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากความต้องการแข่งขันในการมีชีวิตรอด
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กวางในทุ่งสะวันน่า จะวิ่งเร็วกว่ากวางในสวนสัตว์, ฉลามในทะเล จะล่าเหยื่อได้รวดเร็วกว่าฉลามใน Aquarium

เช่นเดียวกัน ตัวผมเองมีความเชื่อว่า ประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก (ลำบากในระดับที่เหมาะสม คือไม่ทารุณจนเกินไป) อย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศในแถบยุโรป ประชากรในประเทศเหล่านั้นจะมีพัฒนาการและวิวัฒนาการที่ดีกว่าประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์อย่างประเทศไทย

ทำไมผมจึงคิดเช่นนั้น…?

ผมเชื่อว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ทำให้ประเทศไทยมีสภาพอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ความพยายามในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชนะธรรมชาติของคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น ทำให้มนุษยชาติมีวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน…

Read the rest of this entry »

Popularity: 17%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google