ลองดูคลิปตามลิงค์ด้านล่างครับ
http://bangkokian.maxincube.com/index.php/2009/04/23/bang-bang-xbox-360/
Popularity: 20%

ลองดูคลิปตามลิงค์ด้านล่างครับ
http://bangkokian.maxincube.com/index.php/2009/04/23/bang-bang-xbox-360/
Popularity: 20%

ในวาระดิถีที่วันนี้เป็นวันที่กรมอุตุวิทยาของประเทศไทยแถลงการณ์มาว่าเป็นวันที่อากาศร้อนที่สุดในรอบปี พ.ศ. 2552 นี้ ผมเลยเอาเรื่องร้อนๆที่ผมเจอบนสถานีรถไฟฟ้ามาแบ่งปัน เล่าสู่กันฟังในวันนี้
ผมมีโอกาสเห็น Outdoor Standee Ad ของเครื่องดื่มกาแฟสูตรโบราณ IVY (Ivy Thai Traditional Coffee) ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นการสร้าง Connection ให้เกี่ยวเนื่องกับโฆษณาชุด โรงงานอ้ายวี ยอมรับว่าตอนที่ได้ชมโฆษณาในชุดนี้ ก็ค่อนข้างที่จะชอบ เพราะรู้สึกว่า แหวก ดี
ถามว่าโดยส่วนตัวเป็นคนที่ดื่มเครื่องดื่มประเภทบรรจุกระป๋อง UHT มั้ย ก็ต้องตอบว่าใช่
และเป็นคนที่ได้รับอิทธิพลจากสื่อแล้วตัดสินใจมั้ย ยิ่งต้องตอบว่าใช่มั้ย
ทีนี้มาถึงคำถามสำคัญ ก็คือ ผมไปเห็นไอ้ Outdoor Standee Ad ตัวนั้นแล้ว ผมเกิดอยากหาซื้อไอวี่มั้ย ผมตอบเต็มปากเลยว่า “ไม่”
เพราะทันทีที่ผมมันทำให้ผมนึกเรื่อง House Wax!!! บรรยากาศเย็นๆ ชื้นๆ ของพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง (หรือบ้านผีสิงหลอกเด็ก) ลอยเข้ามาในจิตใต้สำนึกผมทันที
ตัวหุ่นที่นำมาตั้งแสดงไว้ มันไม่ได้สร้างความรู้สึกให้อยากกิน อยากหา IVY มาลองเลย โดยส่วนตัวทำให้รู้สึกแย่กับตัวสินค้ามากขึ้นด้วยซ้ำ (แต่ย้ำ ว่านี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้นครับ)
ในแง่ของนักการตลาด ผมอยากชวนมาลองคิดในอีกมุมดูบ้าง ถ้าเราเลือกใช้สัญลักษณ์บางอย่างที่มีโอกาสจะสร้างภาพ ลบ แก่สินค้าของเรา เราควรจะทำหรือไม่?
และรูปแบบสื่อของเราที่จะนำมาใช้นั้น จำเป็นมากน้อยขนาดไหน???
ในการทำ branding การเลือก trade dress และ การคิด slogan เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆของการสร้างแบรนด์เลยทีเดียว
การตั้งชื่อแบรนด์ด้วยคำบางคำในภาษาของเรา อาจจะเป็นคำหยาบคายในภาษาอื่นก็ได้
หรือตัว Mascot ที่เราคิดว่าน่ารัก อาจจะทำให้เด็กกล้วก็เป็นได้…!!!
คงเป็นเรื่องที่เราจะต้องลองชั่งใจกันให้ดี!!!
Related Article :
http://www.positioningmag.com/prnews/prnews.aspx?id=77948
Popularity: 16%
จริงแล้วไม่ได้เข้ามาอัพเรื่องงานเป็นเวลามากมายหลายสัปดาห์ มาถึงวันนี้เลยขอเอารูปการทำงานในจ๊อบของ Habitia มาฝากกัน ในช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ก่อนทีมงานของเรา 3 คนต้องเดินทางไปดูโครงการของ Habitia โครงการบ้านจัดสรรใหม่ของ แสนสิริ ตลอดวันนั้นเราต้องเดินทางไปประมาณร้อยกว่าโล… เริ่มต้นตั้งแต่นัดเจอกันที่สยามแสควร์ และเดินทางไป ถ.ราชพฤกษ์ จากนั้นก็ไปบางใหญ่ และก็ต้องข้ามเมืองไปถึงรามอินทรา (เลย ซาฟารีเวิลด์ไป) ลองดูรูปเลยครับ…
Popularity: 19%
ขอให้ แต่ละคน รายงาน โดนการ คอมเม้นท์ เอานะครับ เพื่อเป็นการประหยัด และ ง่ายต่อการอ่าน ครับ
อ่านเพิ่มเติม
Popularity: 40%
ความมุ่งหมายหนึ่งในชีวิตของเราทุกคน คือ การทำงานอย่างมีความสุข คล้ายๆ กับว่า งานเป็นภารกิจหลักๆ ของชีวิต ที่มีน้ำหนักกระทบต่อความรู้สึกของผู้คน ทำให้เขารู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่ามีปัญหาต้องคอยสะสาง วิตกกังวลจนถึงขั้นเครียด และเป็นทุกข์ พ้นไปจากอีกด้านหนึ่งของมันที่ให้ทั้งผลตอบแทน ความมั่นคง ความก้าวหน้า เกียรติยศ ความสำเร็จ และความสุข
ทราบไหม ว่าบุคลิกภาพนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้คนทำงาน ต้องเผชิญกับความทุกข์หรือความสุขได้ หากรู้จักพื้นฐานของบุคลิกภาพที่ดี และทำให้พื้นฐานเหล่านี้มีอยู่เป็นเบื้องต้นในตัวเอง โอกาสที่จะย้ายจากฝั่งความทุกข์ ไปสู่ฝั่งความสุข ก็เป็นเรื่องไม่ไกลเกินจริง
พื้นฐานบุคลิกภาพที่ดี ที่จะมีผลต่อความสุขในการทำงานนั้น มีอะไรบ้าง
1.เป็นคนมองโลกในแง่ดี
การมีพื้นฐานของการมองโลกในแง่ดี จะทำให้เรามองเห็นความปกติของความวุ่นวาย ความปกติของการทำงานแล้วมีปัญหา และความปกติในความไม่ปกติอื่นๆ อีกมาก ก็เพราะนี่คือการทำงานไงคุณ ทำร่วมกับคนหมู่มาก มีหลายเรื่องเป็นเรื่องยาก และอีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่อยู่เกินความควบคุม หรือนอกเหนือจากการควบคุมของเรา ฉะนั้น มันก็ต้องมีปัญหาบ้าง นำความไม่สบายใจหรือความไม่พึงพอใจมาสู่เราบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา
ปัญหา มันอยู่กับที่ สิ่งที่เราสามารถควบคุมและจัดการได้ต่างหาก เราทำอะไรกับสิ่งเหล่านี้อยู่ ทำอย่างดี อย่างเต็มที่ ทำอย่างถูกต้องและละเอียดรอบคอบเพียงใด ถ้าเรารับผิดชอบในส่วนของเราเต็มที่แล้ว ก็มาดูว่าปัญหาเกิดในลำดับใดถัดไป และจะแก้ไขอย่างไร
คนที่มีพื้นฐานการมองโลกในแง่ดีจะไม่หยุดอยู่กับปัญหา พร่ำบ่น คร่ำครวญ ฟูมฟาย หรือเอาแต่ไล่เบี้ยหาตัวคนผิด เขา จะมองมันเพื่อพิจารณาว่าอะไรทำให้เกิดปัญหา หรือปัญหาเกิดมาจากไหน เพื่อที่จะได้แก้ไขและจบปัญหา พื้นฐานเช่นนี้ทำให้ เขาเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ น่านับถือ และมีความสุขได้ท่ามกลางการทำงาน ที่แม้จะมีปัญหาติดขัดเกิดขึ้นเป็นระยะๆ
2.เป็นคนที่รู้จักขอโทษและรับกับความผิดพลาดได้
เราไม่ใช่ผู้วิเศษกันทั้งนั้น มีโอกาสที่จะผิดพลาด แต่ต้องรู้จักยอมรับและขอโทษได้ หลายคนเป็นพวก ผิดไม่ได้ คนพวกนี้มีความทุกข์มาก เพราะทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาดในการทำงานขึ้นมา เขาจะต้องหาวิธีลากตัวเองให้พ้นผิด ผิดไม่ได้ ผิดไม่เป็น จนบางครั้งแก้ตัวข้างๆ คูๆ คนประเภทนี้โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานมีน้อยมาก หรือหากมีก็มักจะเป็นติฉินนินทาของลูกน้อง และเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ
เมื่อ สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง จะเป็นอะไรไปที่เราจะผิดสักครั้ง แต่ผิดแล้วต้องเป็นนักเรียนรู้ ผิดแล้วต้องรู้สึกผิดแล้วขอโทษ จากนั้นช่วยกันหาวิธีแก้ไขและป้องกันไม่ให้ เกิดความผิดพลาดซ้ำขึ้นมาได้ เท่านี้เราก็สามารถข้ามปัญหาที่เกิดขึ้นไปสู่เรื่องอื่นๆ ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ต้องจมอยู่กับความผิด การโทษกันไปโทษกันมา และความพยายามที่จะเอาตัวรอดเท่านั้นเอง
3.เป็นคนมีอัธยาศัย
หมายถึงการเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส และใจกว้าง คนที่มีบุคลิกลักษณะอย่างนี้ จะอารมณ์ดีอยู่เป็นนิจ จะเข้าใจคน รู้ว่าแต่ละคนมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร จะรู้จักเห็นอกเห็นใจและคอยสนับสนุนช่วยเหลือผู้อื่นได้ตรงจุด ความมีมนุษย์สัมพัน์ดีจะทำให้เขาออกปากขอความช่วยเหลือผู้อื่นได้ง่าย โดยเฉพาะในงานที่เกินกำลังหรือไม่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญ เขาสามารถขอความช่วยเหลือ โดยมีคนพร้อมที่จะช่วยเหลือเขาได้ทันที เพราะติดค้างในความเป็นคนดี คนน่ารักของเขา
ความยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้บรรยากาศในการทำงานดี สมองปลอดโปร่ง อารมณ์แจ่มใส คิดอะไรออกง่าย ทำอะไรทั้งหนักและเบาได้อย่างราบรื่น
ส่วนความใจกว้าง จะทำให้เขาเปิดรับคนทุกระดับอายุ ทุกระดับความรู้ และทุกระดับการบังคับบัญชา คนทั่วไปจะรักและชื่นชมเขา ให้ความสนิทสนม ความไว้วางใจ เขาจะกลายเป็นที่ต้องการของทุกๆ ที่ ดังนั้น อัธยาศัยไมตรีจึงเป็นประตูสู่โอกาสที่ดีในอนาคต
4.เป็นคนมีกาลเทศะ
คนที่รู้จัก กาลเทศะ จะสามารถวางตัวและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่สร้างปัญหา การไม่สร้างปัญหาให้เกิด ถือเป็นหน้าที่พื้นฐานของคนทำงานทุกคน ขณะที่การมีประสิทธิภาพคือ แต้มต่อ ในการทำงาน มันคือการ เปล่งแสง ของตัวคุณเอง แล้วจะไปเข้าตาผู้บริหาร โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานจะมีมาก
กาลเทศะ ที่ว่า ไม่ใช่แค่มารยาทในการเข้าสังคมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเคารพระเบียบวินัยของบริษัท การแต่งเนื้อแต่งตัว พูดจาพาที ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม พอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่เป็นที่เดือดร้อนรำคาญของใคร และมีคุณค่าในทุกๆ ที่ที่เขาปรากฏตัว
นอกจากนี้ยังรวมถึงการตรงต่อเวลา การใช้เวลาทำงานสร้างคุณค่าแก่เนื้องาน แก่ความรับผิดชอบ และแก่องค์กรด้วย
5.เป็นคนที่มีพัฒนาการ
หัวใจสำคัญข้อหนึ่งของบุคลิกภาพ คือ เป็นคนที่มีพัฒนาการ เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงในทางบวกหรือทางสร้างสรรค์ เช่น เปลี่ยนแปลงการแต่งกาย ทรงผม และการแต่งหน้าให้รับกับสมัยนิยมอย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่โอเว่อร์หรือเชยเฉิ่ม
เปลี่ยนแปลงการพูดการจา โดยการพูดให้ชัดถ้อยชัดคำ พูดให้คนฟังฟังรู้เรื่อง พูดไม่มากหรือน้อยเกินไป พูดอย่างสุภาพ มีเสน่ห์จับใจ เปลี่ยนแปลงความรู้ความสามารถ โดยการหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเรียนต่อ เทคคอร์ส เข้ารับการฝึกอบรม ฟังบรรยาย ร่วมการเสวนา หรือแม้แต่ซื้อหาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม กับการฝึกฝนตัวเองจนชำนาญในการงานที่ทำมาโดยตลอด เรียกว่าเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือ Learning by doing
ทั้งหมดที่ว่ามานี้จะนำความเปลี่ยนแปลงในทางดีหรือทางก้าวหน้ามาสู่ตัวคุณ และคุณจะเป็นที่สะดุดตาของเพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนเจ้านายของคุณเอง พื้นฐานบุคลิกภาพที่ดีที่ส่งเสริมความสุขและความก้าวหน้าในการทำงานที่กล่าว มาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องยากที่แต่ละคนจะฝึกฝนและปฏิบัติ หากรักที่จะให้ชีวิตมีความสุขและก้าวหน้าไปตามลำดับขั้น ก็โปรดปฏิบัติตามนั้นและเพิ่มเติมสิ่งที่ดีอื่นๆ เข้าไปอีก
ขอให้ทุกคนมีความสุข กับ การทำงาน นะครับ
Popularity: 23%
Have you ever asked yourself? How much do you love your job?
อาจจะเป็นคำถามที่ค่อนข้างแปลกสักหน่อย แต่ยังไงผมก็ยังอยากให้ทุกคนลองถามตัวเองดูว่า “เรารักงานของเรามากน้อยแค่ไหน?” คนบางคนทำงานเพราะว่ามัน
เป็นสิ่งหนี่งในชีวิตที่จำเป็นจะต้องทำ (HAVE TO) เพื่อนำรายได้ที่ได้จากการทำงานมาใช้จ่ายในการดำรงชีวิต
ถ้าเปรียบการทำงานเหมือนกับการแปรงฟัน ทุกๆเช้าเราตื่นขึ้นมาก็ต้องแปรงฟัน เราแทบไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยว่าจะต้องจับแปรงสีฟันยังไง? ต้องให้ยาสีฟันมาก
น้อยขนาดไหน? แปรงฟันบนหรือล่างก่อน? บางทีเราสามารถที่จะแปลงฟันได้ในขณะที่เราหลับตา นั้นแสดงให้เห็นว่าเราเคยชินกับการแปรงฟัน ไม่มีอะไรตื่นเต้น
ไม่มีอะไรใหม่ เราแทบไม่ใช้สมองเลยในขณะที่เราแปรงฟัน ในทางเดียวกัน ถ้าเราทำงานเช่นเดียวกันการแปรงฟัน เราก็จะไม่มีความกระตื้อรือร้น ทำงานไปวันๆ
เช้าชามเย็นชาม ทำพอให้มันผ่านไปวันๆ เพราะว่าไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรน่าสนใจ ผลงานของเรามันก็จะเท่ากับความใส่ใจ (Play Attention) และความ
ตั้งใจ(to intend) ที่เราผสมไปกับงานที่เราทำ
ผมว่าทุกคนเคยมีความรัก, รักพ่อ รักแม่ รักแฟน ฯลฯ มีคนอีกมากมายที่เรารัก เมื่อเรารักใครสักคนแล้ว เราก็อยากจะให้สีงดีๆ กันคนที่เรารัก อยากจะทำให้คน
ที่เรารักมีความสุข คอยเอาใจใส่ คอยดูแล ทำทุกอย่างให้มีความสุข เราสามารถทำทุกๆ อย่างได้เพื่อคนที่เรารักมีความสุข เช่นเดียวกัน ถ้าหากเรารักในงานที่ทำ
เราก็จะทำด้วยความเต็มใจ มีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงาน พยายามหาอะไรใหม่ๆ ดีๆ มาปรับปรุง ปรับใช้ในงานของเรา เพื่อที่จะได้งานที่มีคุณภาพ และมี
ประสิทธิภาพ เหมือนอย่าง Apricot Ion ที่เราได้พยายามหา framework ต่างๆ อาทิเช่น ActiveRecord, Monorails, NHibernate, Spring มาปรับปรุงปรับใช้
เพื่อที่จะผลิตงานที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ เพราะว่าเราทุกๆคนใน Apricot Ion มี ความรัก(Love) ในงานที่เราได้ทำ
กลับมาที่คำถามของเรา “เรารักงานของเรามากน้อยแค่ไหน?” อยากให้ลองถามตัวเองกันทุกคนนะครับ ถ้าทุกๆว้น คุณยังรู้สึกว่า เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วมีความ
กระตือรื้อร้นที่อยากจะไปทำงาน อยากจะไปนั่งคิด หาอะไรใหม่ๆ มาปรับปรุงงานของเรา หา technology ใหม่ๆมาพัฒนางานของเราให้ดีมีคุณภาพ ถ้าคุณยังรู้สึก
แบบนี้อยู่นั่นแสดงว่าคุณยังรักงานของคุณอยู่ แต่ถ้าวันไหนที่ตื่นขึ้นมาแล้ว คุณเบื่อ เซ็ง ไม่อยากไปทำงาน ขึ้เกียจ นั้นแสดงว่าคุณเริ่มเบื่องานของคุณแล้ว ต้องหา
ทางแก้ไขแล้ว เพราะถ้าทนทำงาน ผลงานมันจะออกมาไม่ดี
สำหรับผมทุกๆวันที่ตื่นขึ้นมายังมีความสุขทุกครั้งที่ออกมาทำงาน อาจจะมีบ้างบางวันที่รู้สึกเบื่อๆ แต่มันก็ผ่านไปได้ เพราะงานมันมีอะไรให้เรียนรู้มากมาย
ลองปรับเปลี่ยน หาอะไรที่เราสนใจ อยากที่จำลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ แล้วคุณจะมีความสุข(Happy) ในการทำงาน
งาน = ความใส่ใจ (Play attention) + ความตั้งใจ (To intend) + ความรัก (Love) แล้วก็จะได้ความสุข (Happy)
นี่คือสูตรในการทำงานของผม ลองถามตัวเองดูนะครับว่าจะหาสูตรในการทำงานของตนเองได้อย่างไหร่? แล้วจะได้รับ ความสุข(Happy) จากการทำงาน
Popularity: 15%
เนื่องจากเห็นหลายๆ คน up ตอนสองกันอย่างรวดเร็ว ผมจึงไม่รอช้าที่จะรีบออกตอน 2 เหมือนกัน 5555+
มาว่ากันต่อเรื่องการวางเป้าหมายที่ผมจะเล่าให้ฟังก็แล้วกันครับ
สำหรับผมแล้วผมวางเป้าหมายเป็น 3 ระยะ คือ
1. ระยะยาว
อันนี้ต้องคิดก่อนเลยครับ ว่าเราอยากจะสำเร็จอะไรในระยะยาว เช่น อยากเป็น programmer สาย .net ที่เก่งที่สุดในประเทศ
2. ระยะกลาง
ภายในระยะเวลา 4-5 ปีข้างหน้าเราควรจะสำเร็จอะไร เพื่อที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายระยะยาว
3. ระยะสั้น
อันนี้ก็คิดเอาเลยครับ เป็น task เล็กๆ ที่เราควรจะเริ่มก่อน
เป้าหมายระยะยาว กับเป้าหมายระยะกลางนั้น สามารถปรับเปลี่ยนได้ครับ เหตุผลก็เพราะว่า เราจะได้เรียนรู้จากเป้าหมายระยะสั้นนั่นเอง (ตอกย้ำอีกทีว่า ถ้าไม่มีการเริ่มต้น ก็จะไม่มีการพัฒนา)
เป้าหมายระยะสั้นหลายร้อย หลายพัน เป้าหมาย จะทำให้เราไปสู่ ระยะกลาง และ ระยะยาวได้….
เหมือนประสบการณ์ ที่ต้องค่อยๆ เก็บเกี่ยวกันไป….
อย่าท้อ เมื่อทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ขอแค่อย่าหยุด…
และหยุดพักบ้าง เมื่อวิ่งมาเป็นเวลานาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดวิ่ง…. แต่พัก เพื่อจะได้วิ่งต่อได้ดีในอีกหลายๆ วัน ข้างหน้า
ขอให้ทุกคนสนุกกับการวิ่งไล่ตาม “ความฝัน” (เป้าหมายระยะยาวก็คือ ความฝัน นั่นเอง) ![]()
Popularity: 16%
ผมก้อเป็นคนพิมไม่ค่อยเก่งนะครับ แต่ยากจะบอกว่าผมภูมิใจที่ได้ทำงานที่บริษัทนี้ ให้ความรู้ในสิ่งที่ตอนเรียนไม่มี ทำให้มีความกระตือรือร้นในการทำงาน รู้สึกว่าอยากทำให้ได้ในหลายๆๆอย่าง อยากที่จะเก่งเหมือนที่มองคนอื่นๆๆหลายคนในนี้�
Popularity: 16%
เมื่อทัศนคติเปลี่ยน… นิสัยก็เปลี่ยน
เมื่อนิสัยเปลี่ยน… บุคคลิกจะเปลี่ยน
เมื่อบุคคลิกเปลี่ยน… วิถีชีวิตจะเปลี่ยน
พื้นฐานของคนอยู่ที่ ทัศนคติ และ นิสัย เพราะ ถ้าคุณสร้างทั้งสองสิ่งให้เหมาะกับเป้าหมายของคุณแล้ว ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปตามแนวทางที่คุณต้องการ
ผม ยกตัวอย่างว่า ถ้าจุดมุ่งหมายของคุณคือ “การที่มีธุรกิจ 100 ล้านในอนาคต” คุณต้องวิเคราะห์และเข้าใจให้ได้ว่า คุณต้องมีนิสัย มีพฤติกรรมเช่นใด มีความคิดอย่างไร และ คุณจะตัดสินใจอย่างไร เมื่อคุณถึงเป้าหมายนั้น และ สร้างให้สิ่งเหล่านี้ เกิดกับตัวคุณให้ได้
เช่น
ถ้า คุณคิดว่า คุณจะเป็นคนที่มีการแต่งกายสะอาดสะอ้าน ดูแลร่างกายของคุณอย่างดี คุณก็ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้
ถ้า คุณคิดว่า คุณจะเป็นคนที่ตัดสินใจโดยใช้เหตุ ใช้ผล คุณก็ต้องสร้างความมีเหตุ และ ผลให้เกิดขึ้นกับตัวคุณ
ถ้า คุณคิดว่า คุณจะมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจที่หลากหลายอย่างดี คุณก็ต้องเริ่มสร้างสายสัมพันธ์จากบุคคลหลากหลายอาชีพ หาสมาคมของตนเอง สร้างกลุ่มขึ้นมา เติบโตไปด้วยกัน เพื่อจะประสบความสำเร็จในบั้นปลาย
ถ้า คุณคิดว่า คุณจะมีสุขภาพที่แข็งแรง คุณก็ต้องเริ่มออกกำลังกายตั้งแต่วันนี้ แบ่งเวลาให้กับตัวเอง และ พัฒนาศักยภาพทางร่างกายในทุกๆส่วน
ไม่ว่าคุณคิดว่า คุณจะเป็นอย่างไร ถ้าคุณเริ่มในวันนี้ นั่นหมายถึง คุณจะกลายเป็นคนที่คุณต้องการในไม่กี่ปี และ คุณก็จะกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในจุดมุ่งหมายของคุณในไม่ช้า
อะไรที่ทำให้คนประสบความสำเร็จในการทำงาน
บางคนก็คิดว่าน่าจะเป็นที่แผนงานหรือวิธีการต่างที่จะนำมา
แล้วทัศนคติอะไรที่ทำให้คนสำเร็จ
Popularity: 19%
ผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมากๆ
ทำให้มีนักเขียนที่ชื่นชอบ อยู่หลายคน
ทั้งเป็นนักเขียนจากเมืองนอก และนักเขียนคนไทย
นักเขียนไทยที่ผมชื่นชอบที่สุด (สุดๆ) มีอยู่ 2 คน
… หนึ่งคือ พนมเทียน
… และสองก็คือ วินทร์ เลียววาริณ
วันนี้ผมเลยขอยกเอาบทความที่ผมเคยอ่านจากนิตยสาร OPEN (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ) ซึ่งปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว และแปรรูปตัวเองมาเป็น Online Magazine ชื่อว่า Onopen มาแบ่งปันสู่กันอ่าน
หลายๆคนอาจจะเคยอ่านผ่านตากันมาแล้ว
ก็… ลองอ่านผ่านตากันอีกรอบนะครับ
……………………………………………………………………………………………………………………
ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนมานานร่วมสามสิบปี ห้าปีในนั้นผมทำงานในต่างประเทศ
เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมพบเรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง
นั่นคือหลายคนมองการก้าวเท้าออกจากสำนักงานตรงเวลาเป็นเรื่องประหลาดที่สุดในโลก (มิพักเอ่ยถึงการออกก่อนเวลาเมื่องานเสร็จแล้ว)
ผมรู้ความจริงภายหลังว่า คนจำนวนมากไม่ยอมออกจากสำนักงานตรงเวลา เพื่อแสดงให้เจ้านายเห็นว่า ตนเองขยันขันแข็ง ยิ่งอยู่ดึก
ยิ่งเป็นพนักงานตัวอย่าง เสียสละเพื่อองค์กร น่ายกย่องชมเชย
บ่อยครั้งมีผลถึงการได้รับโบนัสตอนท้ายปี เนื่องจากเจ้านายมักเห็นหน้าเห็นตาใครคนนั้นหลังเวลาเลิกงานแล้วเสมอ
หากไม่เคยทำงานในต่างประเทศมาก่อน ผมอาจเข้าร่วมวงไพบูลย์ “มาสายกลับดึก” ด้วย
แต่หลายปีในชีวิตการทำงานในประเทศที่มีประสิทธิภาพในการจัดการที่สุดทำให้เห็นค่าเวลาทุกนาทีในชีวิต
ผมกลับมองว่าคนที่อยู่ดึกเป็นประจำคือพวกไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำงานให้เสร็จทันเวลา จึงต้องอยู่ดึก ยิ่งทำงานมากชั่วโมงยิ่งแสดงถึงการทำงานโดยไม่มีการวางแผน ไม่มองภาพรวม
ลองคิดดู …การอยู่ดึกเพื่อทำงานพิเศษหนึ่งคืนหมายถึงค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เครื่องปรับอากาศทำงานมากขึ้น ค่าทะนุบำรุงสูงขึ้น ผลกระทบต่อคนทำงานคือพักผ่อนน้อยกว่าที่ควรเป็น ยิ่งอยู่ดึก ประสิทธิภาพของงานในวันถัดไปยิ่งตกต่ำลง
มือกระบี่ชั้นหนึ่งในแผ่นดินมองท่วงทีของศัตรูอย่างระวัง
ตวัดกระบี่ในมือเพียงฉับเดียวก็เข่นฆ่าฝ่ายตรงข้าม
มือกระบี่ชั้นรองต้องประกระบี่ดังโคร้งเคร้งนานนับชั่วโมง
ราวกับอยากบอกโลกว่า ข้าก็ใช้กระบี่นะโว้ย
…โลกรับรู้ แต่คมกระบี่ก็บิ่น ต้องเสียเวลาลับกระบี่อีกหลายวัน
งานดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องตรงเวลาด้วย งานดีไม่มีทางเกิดขึ้นตามยถากรรม หรืออารมณ์ขึ้นลง ไปจนถึงความหนาแน่นรัดกุมของกฎเกณฑ์ “ตอกบัตร”
ปริมาณเวลาในการทำงานชิ้นหนึ่งไม่ได้เป็นสัดส่วนกับคุณภาพของผลงานเสมอไป
บ่อยครั้งเป็นปฏิภาคกัน หลายครั้งงานที่ให้เวลาน้อย
กลับออกมาดีกว่างานที่ให้เวลามาก
คนเก่งจริงไม่เรื่องมาก คนฉลาดจริงไม่มากเรื่อง
ทำงานเสร็จแล้วก็เลิก ไม่ต้องรอเทวดาบนสวรรค์วิมานมารับรู้
เพราะถึงเวลานั้นเทวดาก็กลับบ้านไปแล้ววินทร์ เลียววาริณ
……………………………………………………………………………………………………………………
Popularity: 17%