Archive for the 'MD's Talk' Category

ฝรั่งไม่ใช่พ่อ… แต่บางมุมมองของพวกเขาน่าจะทำให้พวกเราย้อนกลับมามองตัวเองได้บ้าง

เพื่อจะได้ไม่ต้องตามก้นพวกเขาตลอดไป

Popularity: 29%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

The Road to The Valley

Author: niran
November 2, 2008

ถีงทีมงานแอพพรีคอต ไออ้อน ทุกคน

(โพสนี้ผมขอให้อ่านอย่างละเอียด)

ในธุรกิจปัจจุบัน การสร้างเครือข่ายธุรกิจ เป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตแบบยั่งยืนขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กร IT ระดับโลก อย่าง Microsoft, Google และ Adobe ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากกับธุรกิจ IT ในยุคปัจจุบัน

มองกลับมาที่แอพพรีคอต ไออ้อน ผมเชื่อว่า ทีมงานของเรามีศักยภาพในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานของวงการไอทีในประเทศไทยมาก แต่สิ่งที่ยังขาดสำหรับแอพพรีคอต ไออ้อนก็คือ ภาพลักษณ์องค์กรระดับประเทศ ที่จะช่วยยกระดับความเป็นมืออาชีพ และความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร ซึ่งสองสิ่งนี้สำคัญมาก ในการสร้างการเจริญเติบโตระยะยาวให้กับบริษัท

การสร้างการยอมรับจากสังคม เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้องค์กรพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

อย่าเพิ่งคิดว่า แอพพรีคอต ไออ้อน บริษัทเล็กๆ ที่มีพนักงานแค่ 20 กว่าคน จะทำอะไรได้

อย่าลืมว่า…

  • บิล เกตต์ กับ พอล อัลเลน เปิดบริษัทไมโครซอฟต์ พัฒนา Microsoft DOS จากโรงรถในบ้านของตัวเอง…
  • สตีฟ จอบส์ เจ้าของแอปเปิ้ล ก็พัฒนา Macintosh ในโรงรถในบ้านเช่นกัน (ชอบโรงรถกันเหลือเกิน)…
  • แลร์รี่ เพจ กับเซอร์เก บริน เจ้าของกูเกิ้ล ก็พัฒนากูเกิ้ลกันด้วยตัวคนสองคนโดยเริ่มจากเป็นแค่โครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยเท่านั้น…

ถ้าทุกคนมีความเชื่อและความศรัทธา “ในตัวเอง” ผมเชื่อเหลือเกินว่า แอพพรีคอต ไออ้อน จะมีเส้นทางทอดไปอีกยาวไกล…

เอาล่ะ… มาเข้าเรื่องที่ผมอยากจะชี้แจงในวันนี้กัน…

การสร้างการยอมรับจากสังคม เราจำเป็นจะต้องมีตัวช่วย และตัวช่วยที่ดีที่สุดก็คือ การที่องค์กรระดับโลกให้การยอมรับ ว่าแอพพรีคอต ไออ้อน คือหนึ่งในบริษัทที่พวกเขาเชื่อมั่น…

ทุกคนคงจะทราบดีว่า ผมเองวางแผนจะทำ GAAC (Google Analytics Authorized Consultant) กับทาง Google มาเป็นเวลานานแล้ว หลังจากเตรียมความพร้อมมากว่า 1 ปี นอกจากนี้เรายังมีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ที่จะเป็น Microsoft Certified Partner และได้เตรียมการลงทะเบียนทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว (เหลือแค่จ่ายเงิน) และเมื่ออาทิตย์ก่อนผมก็ยังเคยเกริ่นๆ กับทีม Marketing ถึงเรื่องการเตรียมความพร้อมในการสร้าง Web Designer Certified Professional ของ Maxion ด้วยการพัฒนาทีมงานให้มีความพร้อมในการถ่ายทอดความรู้ให้กับธุรกิจ Web Design เมืองไทย ด้วยการเป็น AATC (Adobe Authorized Training Center) กับทาง Adobe ด้วย

gaac woac ms_partner aatc

เมื่อมีโจทย์สำคัญที่เราจะต้องทำถึง 3 อย่าง (และเป็น 3 อย่างที่ผมเรียกได้ว่า “แทบไม่กล้าคิด” เมื่อนับย้อนกลับไปสองสามปีที่แล้วเลยด้วยซ้ำ) จึงเป็นอะไรที่ท้าทายความคิดของผมมาก ว่าพวกเราจะทำได้สำเร็จหรือไม่…?? พวกเราทะเยอะทะยานและกระตือรือล้นมากพอหรือเปล่า…??

…แต่มาถึงวันนี้ที่ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของทีมงานแอพพรีคอต ไออ้อน เชื่อว่าการทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ช่วยหล่อหลอม กล่อมเกลา ให้พวกเราทุกคนมีความรู้สึกร่วมกัน ที่จะเป็นที่ 1 ให้ได้ และผมก็เชื่อว่า พวกคุณทุกคนมีศรัทธาในตัวเองที่จะพัฒนาตัวเองและองค์กร ไปจนถึงจุดๆ นั้น ไม่ว่าเส้นทางจะมีขวากหนามขวางอยู่มากแค่ไหน… “ณ วันหนึ่ง” เราจะก้าวข้ามไปได้…

…และ… ผมเชื่อว่า “วันนั้น” ได้มาถึงอยู่ตรงหน้าพวกเราแล้ว…

ผมจึงอยากขอเปิดตัวโครงการพิเศษ ที่ผมจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็น “บทพิสูจน์” ว่า Apricotians ทุกคน จะสามารถก้าวข้ามกำแพงที่น่าจะยากลำบากที่สุดที่ประวัติศาสตร์แอพพรีคอต ไออ้อน เคยเจอกันมาได้หรือไม่ (ท้าทายกว่า PTT… เชื่อผมสิ) … โครงการนี้มีชื่อว่า…

Apricot Ion’s The Road to The Valley

เป้าหมายของโครงการ Apricot Ion’s The Road to The Valley เป็นเป้าหมายที่พูดได้เรียบง่าย แต่ทำโคตรยาก สามอย่าง ซึ่งก็คือ…

  • แอพพรีคอต ไออ้อน จะเป็น GAAC (Google Analytics Authorized Consultant) และ WOAC (Website Optimizer Authorized Consultant) เป็นรายแรกและอาจจะเป็นเพียงรายเดียวในประเทศไทย
  • แอพพรีคอต ไออ้อน จะเป็น Microsoft Certified Partner
  • แอพพรีคอต ไออ้อน จะเป็น AATC (Adobe Authorized Training Center) เป็นรายแรกในประเทศไทย

…ทั้งหมดนี้… จำต้องสำเร็จภายใน ไตรมาสแรก ของปี 2009… ซึ่งหมายความว่าความพร้อมทุกอย่างน่าจะต้องเสร็จเรียบร้อยภายในเดือนมกราคม 2009 เพื่อรอระยะเวลาการดำเนินการในการทำ Partnership กับบริษัททั้งสามอีกประมาณ 2 เดือน หรือนั่นก็คือ ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือนนับจากนี้ไป…!!!

ผมจะเริ่มดำเนินการเปิดประชุมใหญ่ โครงการ The Road to The Valley ทันที ในการประชุม วันที่ 4 พฤศจิกายน 2008 (ขอเลื่อนเป็นวันที่ 6 พฤศจิกายน 2008 เนื่องจากทีม R&D ติดงานเร่งด่วนครับ) เวลา 16.30 น. ขอให้ทุกคนเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน…

หลายๆ คนอาจจะเริ่มคิด… พวกเราจะต้องทำอะไรกันบ้าง…?? ที่ว่ายาก และท้าทาย มันจะซักแค่ไหน…??

ณ จุดนี้ ผมบอกได้เพียงว่า ทุกคน และทุกฝ่ายงาน ของแอพพรีคอต ไออ้อน จะเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ The Road to The Valley นี้อย่างถ้วนหน้า รายละเอียดของโครงการ และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ผมจะพูดให้ฟังในวันเปิดประชุมใหญ่

เวลาเริ่มนับถอยหลังแล้วครับ…

PS.

Silicon Valley<br>(ภาพประกอบจาก <a href="http://nodens.physics.ox.ac.uk">http://nodens.physics.ox.ac.uk</a>)

ที่มาของชื่อ The Road to The Valley นั้น ที่จริงมีความหมายมาจากเส้นทางที่แอพพรีคอต ไออ้อน กำลังเดินมุ่งสู่ซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) อันเป็นที่ตั้งของ Adobe Inc., และ Google นั่นเอง (ถึง Microsoft จะไม่ได้อยู่ที่ Silicon Valley แต่ Microsoft Research ซึ่งเป็นแลปพัฒนาซอฟต์แวร์ก็ตั้งอยู่ที่ Silicon Valley)

Popularity: 54%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

MBTI Test

Author: niran
October 31, 2008

การทดสอบบุคคลิกภาพเชิงจิตวิทยา MBTI (Myers-Briggs Type Indicator)

Katherine Briggs และ Isabel Myers ได้พัฒนาแบบวัดบุคลิกภาพตามแนวทฤษฎีของจุง เรียกว่า Myers-Briggs Type Indicator แบบวัดนี้ได้รับความนิยมใช้กับแพร่หลายในปัจจุบัน โดยใช้มากในการวัดความชอบในอาชีพและความสนใจ แบบวัดนี้แบ่งบุคคลเป็น 4 มิติ

ตอนนี้ผมจะยังไม่เฉลยว่า แต่ละมิติของบุคคลิกภาพนั้นแปลความหมายว่าอย่างไร…? แต่การทดสอบนี้จะมีประโยชน์ทั้งกับทีมงานทุกคนและกับแอพพรีคอต ไออ้อนเอง ดังนั้น ผมอยากให้ทุกคนเข้าไปทดลองทำแบบทดสอบ MBTI ที่นี่…

แบบทดสอบมีทั้งหมด 72 ข้อ ใครไม่ถนัดภาษาอังกฤษให้ดูภาษาไทยที่นี่

ทุกคนหลังทำแบบทดสอบเสร็จจะได้ผลลัพธ์ดังนี้

Your Type is
ISFJ

Introverted Sensing Feeling Judging

Strength of the preferences %

xx% xx% xx% xx%

อยากให้ทุกคนโพสผลลัพธ์ของตัวเองไว้ใน Greenroom ก่อนที่ผมจะเฉลยในวันอาทิตย์หน้าครับ…

PS. นอกเหนือจากผลการทดสอบ ตามที่ประชุมกันไว้ ผมอยากให้ทุกคนใส่เป้าหมายของตัวเองทั้งในปีนี้ (อีก 2 เดือน) และปีหน้าลงไปใน Greenroom ด้วย ผมอยากจะวางแนวทางการพัฒนาขององค์กรในปีหน้าจากเป้าหมายของทุกๆ คนครับ

อ่านเพิ่มเติม

Popularity: 99%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google
October 11, 2008

ผมเองมีหนังสือสองเล่ม ที่มักจะพกไว้ใกล้ตัวเพื่อเป็นแรงบัลดาลใจและเป็นเครื่องเตือนใจ ในยามที่ท้อแท้และสิ้นหวังในชีวิตทั้งส่วนตัวและการทำงาน

เล่มแรก คือ Le Scaphandre Et Le Papillon หรือในชื่อภาษาอังกฤษคือ The Diving Bell and The Butterfly (ชุดประดาน้ำกับผีเสื้อ) หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ Jean-Dominique Bauby (ฌ็อง-โดมินิก โบบี้) ชายผู้ซึ่งประสบอุบัติเหตุเส้นโลหิตในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพาตทั้งตัว และเล่มที่สองคือ A Brief History of Time ของ Stepen Hawking (สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง) นักฟิสิกส์ยุค Post-einsteinian ชื่ออุโฆษซึ่งป่วยเป็นโรคทางประสาทที่เรียกว่า ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis)

ทั้งสองมีความเหมือนกันตรงที่ข้อจำกัดทางความพิการทางด้านร่างกาย แต่ไม่มีขีดจำกัดในเรื่องความวิริยะอุตสาหะของจิตใจ

ผมเองเป็นพวกผิดปกติทางจิตอยู่แล้ว คือเป็นกลุ่มคนที่มีภาวะ Claustrophobia หรือภาษาไทยเข้าใจกันง่ายๆ ว่า โรคกลัวที่แคบ อาการของโรคนี้ ก็คือเมื่อไรที่ตัวเองต้องตกอยู่ในสภาวะ หรือสถานที่ที่ไม่สามารถจะขยับเขยื้อนตัวได้สะดวกนัก เช่น ในลิฟต์, ในรถติดที่นานกว่า 3 ชม., ในท่อที่ขยับตัวไม่ได้ (เหมือนหนังเอเลี่ยน 2), ในถุงนอน เมื่อนั้นผมเองจะหัวใจเต้นถี่แรง ตัวเย็น หน้าซีด และหมดสติในที่สุด

สาเหตุที่กลัวน่ะหรือครับ… ไม่รู้จะมีใครเคยคิดเหมือนผมหรือเปล่า ว่า ถ้าหากชีวิตทั้งชีวิตไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย มันจะทรมานจิตใจจนแทบบ้าคลั่งขนาดไหน ผมเคยคิดว่า ถ้าหากผมดันมีชีวิตนิรันดร แต่ต้องนอนอยู่เฉยๆ มีเพียงสมองเท่านั้นที่สามารถทำงานได้  ผมจะเป็นคนที่โชคร้ายที่สุดในเอกภพ… สำหรับผม ความกลัวที่จะขยับไม่ได้ มันเป็นความกลัวที่รุนแรงที่สุดแล้ว มากเสียยิ่งกว่าความรู้สึกรักตัวกลัวตายเสียอีก

เพียงแค่ผมนั่งในโรงหนังที่แคบๆ และไม่สามารถยกขาขึ้นมาไขว่ห้างได้ ผมก็แทบคลั่งแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการนอนในโลง (ตามหนังโลงต่อตาย) การมุดท่อ หรือการเป็นอัมพาตอย่างโบบี้ และฮอว์กิ้ง…!!

ตัวอักษรที่เรียงตามความถี่ในการใช้งาน ช่วยให้โบบี้สามารถสื่อสารกับผู้ช่วยได้รวดเร็วขึ้น โบบี้ กับลูกๆ ช่วงก่อนเกิดอุบัติเหตุ

โบบี้ที่เป็นอัมพาตทั่วตัว มีเพียงตาซ้ายข้างเดียวที่สามารถกระพริบได้ (เปลือกตาอีกข้างหนึ่งของเขาต้องถูกเย็บปิดทับดวงตาไว้ เนื่องจากว่าเปลือกตาที่ไม่สามารถกระพริบได้นั้น จะไม่สามารถปกป้องลูกนัยน์ตาได้ ซึ่งอาจจะทำให้กระจกตาเกิดการฉีกขาดในระยะยาว) เขียนหนังสือด้วยการให้ผู้ช่วยอ่านตัวอักษรที่ละตัวอักษร และเมื่อถึงตัวอักษรที่เขาต้องการแล้ว เขาจะทำการเลิกเปลือกตาซ้ายเป็นการตอบ Yes และผู้ช่วยก็จะจดตัวอักษรนั้นลงในสมุดโน้ต ทำแบบนี้เรื่อยๆ จนประกอบคำได้ 1 คำ และทำต่อไปอีกเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ 1 ประโยค 1 หน้า 1 บท และออกมาเป็น Le Scaphandre Et Le Papillon 1 เล่ม

ฮอว์กิ้งกับรถเข็นแบบพิเศษ

ส่วนฮอว์กิ้งสามารถขยับร่างกายได้เป็นอิสระมากกว่าโบบี้เล็กน้อย โดยฮอว์กิ้งจะนั่งในรถเข็นสำหรับคนพิการที่ออกแบบพิเศษติดตั้งคอมพิวเตอร์ทันสมัย ใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางช่วยพิมพ์ตัวอักษรที่ละตัวๆ จนกระทั่งจบประโยค ซอฟต์แวร์ก็จะช่วยสื่อสารคำพูดนั้นของฮอว์กิ้งให้กับผู้รับสารได้รับรู้

สำหรับผม ฮอว์กิ้งเป็นนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เพราะผมเองก็คิดไม่ออกว่า ถ้าหากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ เซอร์ ไอแซค นิวตันตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับฮอว์กิ้ง เขาจะสร้างสรรค์ผลงานอย่างฮอว์กิ้งออกมาได้อย่างไร…? (นิวตัน มีปัญหาด้านนิสัยใจคอติดลบเข้ามาอีกด้วย)

ด้วยเหตุนี้ เนื้อหาฟิสิกส์ของจักรวาลวิทยาใน A Brief History of Time ถึงได้มีความน่าสนใจมากพอๆ กับคนที่ถ่ายทอดมัน

และก็ด้วยเหตุนี้พรรณาโวหารที่งดงามรวมถึงอารมณ์ขันที่ร้ายกาจใน Le Scaphandre Et Le Papillon จึงเทียบไม่ได้เลยกับความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะขีดจำกัดทางร่างกายของผู้เขียน

และหนังสือสองเล่มนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีให้กับความไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชะตาชีวิต

ฌ็อง-โดมินิก โบบี้ ได้ลาจากโลกนี้ไปในวันที่ 9 มีนาคม 1997 หลังจากหนังสือ Le Scaphandre Et Le Papillon วางตลาดได้ 3 วัน เขาได้สู้จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต และท้ายที่สุด เขาก็ทำมันสำเร็จ…

Bauby, Hawking… You are my heroes…

(ผมยังคงศรัทธาในตัวโบบี้เป็นอย่างมาก ถึงแม้แวบหนึ่งจะแอบคิดว่า หากมีใครสอนโบบี้ให้สื่อสารด้วยเลขฐานสอง ซึ่งน่าจะทำให้เขาสามารถเขียนหนังสือได้สะดวกกว่านี้มากก็ตาม)

Popularity: 25%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

Real

Author: niran
October 9, 2008

real1_500ถึงพวกเรา Apricot Ion ทุกคน…

ผมเองเป็นคนชอบอ่านการ์ตูนพอๆ กับพวกพอกเกตบุ้ค

และนักเขียนการ์ตูนที่ผมชื่นชอบและชื่นชมมีอยู่สองสามคน หนึ่งในนั้นคือ Takehiko Inoue ผู้วาดแสลมดั้งค์นั่นเอง
ผมอ่านแสลมดั้งค์ตั้งแต่อยู่ม. 4 ติดตามมาเรื่อยๆ จนกระทั่งอวสานตอนผมเรียนเอแบค

แสลมดั้งค์เป็นการ์ตูนที่สร้างแรงบัลดาลใจให้ผมเล่นบาสตอนม.ปลาย และเป็นการ์ตูนไม่กี่เรื่องที่ผมให้ผม (ซึ่งร้องไห้ยากมาก) น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

และเป็นการ์ตูนเพียงเรื่องเดียวทำให้ผม (ซึ่งค่อนข้างเย็นชากับหนังแอคชั่น) ขนลุกซู่อย่างไม่น่าเชื่อ

…แต่มีการ์ตูนอีกเรื่องหนึ่งของ Takehiko Inoue ที่ผมไม่เคยอ่านเลย ทั้งๆ ที่วาดมานานหลายปีแล้ว นั่นก็คือ Real

สาเหตุเพราะผมค่อนข้างผิดหวัง หลังจาก Real เล่มแรกออกมาเป็นเรื่อง Wheel Chair Basketball ผมซึ่งยังอินไม่หายกับแสลมดั้งค์ถึงกับเสียอารมณ์ไปพอสมควร เมื่อรู้ว่าใน Real จะไม่มีลีลายัดห่วงแบบที่เคยอ่านในแสลมดั้งค์

ซึ่งความจริงแล้ว เป็นสิ่งที่ผมตัดสินใจผิดอย่างมหันต์…

ในบทนำของวรรณกรรมระดับสุดยอดอย่าง Le Scaphandre Et Le Papillon (ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ) ของ ฌ็อง-โดมินิก โบบี้มีวรรคหนึ่งที่เขียนไว้ได้อย่างน่าสนใจ

เมื่อโชคดีได้มีชีวิตเป็นมนุษย์ ควรหาโอกาสทำสิ่งดีที่สุดฝากไว้แก่โลก แม้สักเพียงชิ้นหนึ่ง

พออ่านเรื่อง Real ทำให้ผมเริ่มเข้าใจในสิ่งที่โบบี้พูดถึง… อย่างจริงจัง…

Real เป็นการ์ตูนที่เขียนถึงการต่อสู้ของวัยรุ่นหลายๆ คน ทั้งคนที่พิการ (โทงาว่า) และคนปกติ (โนมิยะ) เพื่อเอาชนะอุปสรรคในชีวิต และรุดหน้าไปสู่ความสำเร็จแม้เส้นทางจะยากลำบาก

พักหลังๆ Takehiko Inoue เริ่มมีงานเขียนออกมาในรูปแบบวรรณกรรม Post Modern มากขึ้น ทั้ง Vagabond และ Real ทุกสิ่งทุกอย่างมันคือความเป็นจริงของชีวิต (Real) ไม่มีฮีโร่ ไม่มีตัวร้าย ไม่มีดี ไม่มีเลว ไม่มีชัยชนะอย่างเด็ดขาด และก็ไม่มีความพ่ายแพ้แบบหมดทางสู้ ไม่พยายามประณีประนอมกับคนอ่านมากเกินเหตุ (แบบ One Piece) แต่ก็ไม่ทารุณกับจิตใจคนอ่านมากจนเกินไป (แบบอิคิงามิ)

ถ้าใครอ่านการ์ตูนแบบซึมซาบเอาแก่นแท้ที่ผู้เขียนแอบฝากเตือนใจคนอ่าน ทุกๆ หน้าของ Real จะเป็นเหมือนแรงพลังผลักดัน ให้พวกเรา คนปกติทั้งหลาย ได้เดินหน้าต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

ในเมื่ออวัยวะไม่ครบ 32 ยังวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างสุดกำลัง

แล้วพวกเราที่มีครบทุกอย่าง… ยังคงทำอะไรกันอยู่…?

Popularity: 26%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google
September 28, 2008

ไก่เน่าๆ (ภาพประกอบจากอินเทอร์เนต) ผมเซ็งมาก สเปอร์สมันแพ้อีกแล้ว…

และแล้วสเปอร์สก็สอนผมอีกเรื่อง ที่ว่า “ทีมเวิร์ค” สำคัญกว่าความสามารถเฉพาะตัว

ทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นพรีเมียร์อย่าง Hull City ทำได้ดีมากในการเริ่มต้นฤดูกาล นักเตะแต่ละคนของ Hull ผมแทบไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำ แต่ว่าทุกคนเล่นกับแบบทุ่มเทสุดหัวใจ วิ่งไล่บอลทุกจังหวะ นัดล่าสุดเพิ่งเอาชนะหนึ่งในทีม Big 4 อย่างอาเซนอลมาได้อย่างสุดยอด

ในขณะที่ทีมที่หลายๆ คนจับตามองอย่างสเปอร์ส ก่อนเปิดฤดูกาลกว้านซื้อนักเตะเกรดสูงมาหลายคน รวมทั้งโละนักเตะที่ผู้บริหารคิดว่า เป็นนักเตะเกรดบี ออกจากทีมโขยงใหญ่ รวมๆ กันมากกว่า 17 คน โดยหวังว่า นักเตะเกรดเทพที่กว้านซื้อมา จะโชว์ฟอร์มสุดยอด พาทีมลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนลึค

ผิดคาดครับ นักเตะระดับเทพๆ ทั้งหลาย เล่นฟุตบอลกันไม่มีทีมเวิร์คเลย แดนกลางทำเกมส์ไม่ได้ กองหน้าพอไม่มีเบอบาตอฟ กับรอบบี้ คีน ก็เหมือนกับไม่มีกองหน้าลงสนาม (อย่าพูดถึงดาเรน เบนท์ ขอร้อง)

สเปอร์สซื้อนักเตะไปร่วมๆ 60 ล้านปอนด์ (แต่ขายไปก็เยอะ) แต่ตอนนี้อยู่อันดับสุดท้ายของตาราง พูดง่ายๆ ก็คือ “รั้งบ๊วย” นั่นเอง เป็นการเปิดฤดูการที่แย่ที่สุดในรอบ 50 ปี บางทีแฟนสเปอร์สหลายคนมองว่าปัญหาของทีมก็คือการขาดศูนย์หน้าตัวความหวัง ทั้งดิมิทรา เบอบาตอฟ กับรอบบี้ คีนไปพร้อมๆ กันช่วงก่อนเปิดตลาด

แต่ความจริงแล้ว ปัญหาที่จริงของสเปอร์สคือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ยกทีม ทำให้นักเตะใหม่ๆ ไม่มีความเข้าใจในเกมส์ ปรับตัวเข้ากับการเล่นในอังกฤษไม่ได้ รวมถึงขาดทีมเวิร์ค แดนกลางระดับเทพที่ซื้อๆ มา จ่ายบอลกันไม่เป็น สู้นักเตะเกรดบีที่วิ่งสู้ฟัดสุดใจขาดดิ้น อย่างฤดูกาลที่แล้วไม่ได้

เล่นบอลกันมา 6-7 แมตช์ ไม่มีการต่อบอลสวยๆ ไปทำประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว

นี่คือปัญหาของทีมเวิร์คแล้ว…

โพสนี้อาจจะเป็นโพสส่วนตัว และออกจะมีอารมณ์หน่อยๆ เพราะบอลมันเพิ่งจบ…

ผมย้อนกลับมามองที่แอพพรีคอต ผมเคยบอกหลายๆ คนไว้ ว่าผมไม่ต้องการทีมงานที่มีพรสวรรค์ คุณไม่ต้องเก่ง คุณไม่ต้องเทพ ผมขอแค่คุณมีพรแสวง มีความอุตสาหะ พยายาม ทำงานเป็นทีม ทุ่มเทกับงานอย่างสุดหัวใจ…

แค่นั่นก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้พวกคุณประสบความสำเร็จ ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ตาม

เชื่อผมเถอะ…

Popularity: 24%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ทีมงาน Apricot Ion ทุกคน

พวกเรานั่งทำงานไปทุกวันๆ โดยที่เรากำลังคิดว่า “นวัตกรรมของเรานี่แหละที่เจ๋งที่สุด” อยู่หรือเปล่า…?

ผมเองอาจจะโม้ให้กับลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ของพวกเราฟังถึงเรื่องนวัตกรรมที่สุดยอดของ R&D Lab ของเรา แต่ในความจริงแล้ว ผมเองรู้สึกตรงกันข้ามเลย

ผมไม่ happy ที่จะยึดติดว่านวัตกรรมของเราสุดยอด เพราะเมื่อไหร่ที่ผม ซึ่งเป็นผู้นำ คิดว่า เราอยู่จุดที่สูงที่สุดแล้ว องค์กรก็จะไม่มีศักยภาพพอที่จะคว้าอนาคตที่ดีกว่านี้ได้

ผมยึดหลักว่า เราต้องมองหาจุดอ่อนของนวัตกรรมของเราอยู่ตลอดเวลา เพิ่มพัฒนา ต่อยอด และเติมเต็ม แม้ผมจะบอกเสมอว่า เทคโนโลยีของเรานี่แหละ เจ๋งสุดๆ แล้ว แต่ผมก็ไม่ลืมที่จะมองหา สิ่งที่เจ๋งกว่า เพื่อให้ Apricot ให้เป็นสุดยอดองค์กรแห่งนวัตกรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ลมปาก

โพสนี้ผมไม่ได้เฉพาะเจาะจงเพียงแค่ทีมโปรแกรมเมอร์ แต่ยังรวมไปถึงทีมมาร์เกตติ้งด้วย โดยเฉพาะทีมมาร์เกตติ้ง ผมอยากให้เห็นภาพที่ผมเขียนได้อย่างชัดเจน เนื่องจากแนวคิดตรงนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนในมุมมองการทำตลาด รวมถึงการสร้างนวัตกรรม

อยากให้ทุกๆ คนช่วยตามผมมาครับ…

Read the rest of this entry »

Popularity: 36%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google
September 2, 2008

Anyone who has never made a mistake has never tried anything new.

Albert Einstein

I have not failed. I’ve just found 10,000 ways that won’t work.

Thomas A. Edison

I’ve missed more than 9000 shots in my career. I’ve lost almost 300 games. 26 times, I’ve been trusted to take the game winning shot and missed. I’ve failed over and over and over again in my life. And that is why I succeed.

Micheal Jordan

lab-logo

การที่ผมตัดสินใจสร้าง Apricot Ion Laboratory นอกจากเป็นการสร้างแบรนด์ให้แอพพรีคอตดูดีน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้าแล้ว อีกเป้าหมายหนึ่งซึ่งสำคัญยิ่งกว่า ก็คือ ผมเองอยากสร้างนวัตกรรมให้กับแอพพรีคอต และเปลี่ยนภาพจากโปรแกรมเมอร์ใช้แรงงาน มาเป็นโปรแกรมเมอร์ใช้สมอง

ธุรกิจอุตสาหกรรม จะอยู่รอดได้ ด้วยการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) นั่นก็คือ ผลิตให้มากต้นทุนจะได้ถูก

ในขณะที่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อย่างพวกเรา จะอยู่รอดได้ด้วยการประหยัดจากขอบเขต (Economy of Scope) นั่นก็คือ นำของที่ผลิตมาแล้ว มาใช้ซ้ำ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งธุรกิจซอฟต์แวร์ใดๆ ที่ไม่พยายามสร้างนวัตกรรม โอกาสที่จะอยู่รอด ก็จะยากลำบากขึ้นทุกที

สาเหตุที่ผมเขียน เรื่องของ Apricot Ion’s Laboratory นี่ ก็เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพที่ตรงกันว่า จุดยืนของพวกเราอยู่ที่ไหน…?

สำหรับผมเอง ผมเรียก Lab ของเราว่า…

Thailand’s First Web 2.0 Research and Development Professionals

สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ผมเองกับโย้ย (พร้อมความช่วยเหลือของทีมงานอีกหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นพี่เชาว์, พี่นัท, ติ้ก, เต้, บอย, อ้น2… ฯลฯ) ได้ลองพยายามวางโครงสร้างระบบเฟรมเวิร์คในแอพพรีคอตกันใหม่ เนื่องจากในครั้งนี้พวกเราได้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าจะช่วยเร่งระบบการพัฒนาซอฟต์แวร์ของพวกเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การสร้างเฟรมเวิร์ค ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยประสบการณ์ของพวกเราที่อาจจะยังไม่สูงมาก ทำให้ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ทีม Apricot Lab ได้ล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูกในการพัฒนาเฟรมเวิร์คมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ผมดีใจ ที่ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองกำลังล้มเหลว โค้ดโปรแกรมหลายหมื่นบรรทัด ที่ผมมอบหมายให้ทีมงานของเราพัฒนาขึ้น แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ใช้งาน เนื่องด้วยว่ามัน “ไม่เวิร์ค” ในการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) สุดท้ายก็ต้องทิ้งมันไป

โปรแกรมซอฟต์แวร์หลายตัว ที่พวกเราเคยทดลอง เคยนำมาใช้ และสุดท้ายก็ไม่ได้ใช้งานต่อ

แนวคิดหลายๆ แนวทาง ที่พวกเราเคยพยายามคัดสรร กลั่นกลอง และนำมาประยุกต์ แต่แล้ว ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

แต่เพราะพวกเราเคยพลาด เคยล้ม มา 4 ปี ณ วันนี้ พวกเราจึงประสบความสำเร็จ…!!!

ณ วันนี้ ที่เฟรมเวิร์คตัวใหม่ของพวกเรา ใกล้เสร็จสมบูรณ์ตามความมุ่งหมายของผมและโย้ย สิ่งที่ได้ ก็คือโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนา Enterprise Application (ไม่ว่าจะเป็น AOP, IOC, MVC, Comet, AIR, OR Mapping รวมถึง Design Pattern ต่างๆ) ที่ผมเชื่อว่า มันเจ๋งมากจนไม่น่าจะแพ้ใครในประเทศไทยอีกแล้ว…!!!

ยังไม่มีใคร ที่เห็นเฟรมเวิร์คของเราแล้ว ไม่อึ้ง ไม่ทึ้ง ไม่ประทับใจ…!!!

ยังไม่มีลูกค้ารายไหน ที่เห็นงานของพวกเราแล้ว ไม่อยากจะจ้าง (ที่มีไม่จ้าง มีเหตุผลเดียว เพราะงบไม่พอ)

เฟรมเวิร์คตัวใหม่นี่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงานในเวลา 3 เดือนของผมกับโย้ย แต่มันมาจากเวลา และมันสมองของทุกๆ คนตลอดเวลา 4 ปีที่ผ่านมา… ไม่ว่าพวกคุณจะมีส่วนร่วม มากน้อยเพียงใด… จงภูมิใจ ในสิ่งที่แอพพรีคอตสร้าง… และยืดอก บอกทุกคนได้เต็มปากว่า “เฮ้ย พวกกูเจ๋ง…!!!”

การบ้านที่เหลือของพวกเราทุกคน ทั้งฝ่าย Production และฝ่าย R&D ก็คือทำความเข้าใจในเฟรมเวิร์ค และใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากทึ่สุด

สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนเรียนรู้ ก็คือ…

  • ขั้นที่ 0 - แม่น OOP… ขั้นนี้ง่ายมาก ผมเรียกว่าขั้นที่ 0 เพราะมันเป็นขั้นที่ 0… ใครยังก้าวข้ามขั้นที่ 0 ไม่ได้ รีบพัฒนาโดยด่วน…!!
  • ขั้นที่ 1 - ทำความเข้าใจ ถึงประโยชน์ของเฟรมเวิร์คในแต่ละส่วน… e.g. IOC คืออะไร ทำไมต้องวุ่นวายเขียนโปรแกรมกับ interface ด้วย, AOP คืออะไร ทำไมศัพท์แสงมันถึงเยอะนัก, MVC คืออะไร ทำไมต้องแบ่ง Application ออกเป็นหลายเลเยอร์ขนาดนี้ … ฯลฯ ถ้าพวกเราไม่เข้าใจหลักการและประโยชน์ของเฟรมเวิร์ค จะไม่มีประโยชน์เลยที่จะเริ่มหัดใช้งาน
  • ขั้นที่ 2 - เริ่มใช้งานเฟรมเวิร์ค กับระบบงานเล็กๆ เช่น ทดลอง OR Mapping กับระบบงานเล็กๆ ซัก 1 งาน ทำแล้ว ลบทิ้ง ทำซ้ำใหม่ หลายๆ รอบ จนรู้และเข้าใจถึงจุดอ่อนจุดแข็งของเทคโนโลยีแต่ละส่วน
  • ขั้นที่ 3 - นำเฟรมเวิร์คไปใช้จริง กับระบบงานจริง
  • ขั้นที่ 4 - ซึ่งเป็นขั้นสุดยอด ที่ผมอยากให้ทุกๆ คนมาถึงจุดนี้ นั่นก็คือ เข้าใจถึงจุดอ่อน และปัญหาของเฟรมเวิร์ครุ่นปัจจุบัน พร้อมทั้งนำเสนอ แนวทางในการพัฒนาต่อยอดเฟรมเวิร์ค ด้วยไอเดียของ “คุณ” เอง…!!!

ทีมโปรแกรมเมอร์… ผมเชื่อในศักยภาพของทุกคน และจะรอคอยขั้นที่ 4 ครับ…

Popularity: 22%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google
August 31, 2008

ถึงทีมงาน Apricot Ion ทุกคน…

ผมเองรักทีมงานทุกคน มีความผูกพันและหวังว่าทุกๆ คนจะอยู่กับ Apricot ตลอดไป…

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความฝันของผมข้อนี้คงเป็นจริงไม่ได้… ผมรู้ดีว่า วันใดวันหนึ่งในอนาคต เราทุกคนย่อมจะต้องมีหนทางของตัวเอง หนทางที่เราเลือกเดินในอนาคตข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นทางแยกที่ทำให้แต่ละคนต้องเดินห่างกันออกไป

แต่อย่างน้อย ผมอยากให้วันเวลาที่พวกเราได้ใช้ร่วมกันใน Apricot มีความหมาย และเป็นประวัติศาสตร์เล็กๆ หน้าหนึ่งในชีวิตของทุกคน

ผมอยากให้ทุกคนที่อยู่ที่ Apricot สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำ… และยืดอกได้อย่างภาคภูมิใจว่า… ตลอดเวลาที่อยู่กับ Apricot เราคว้าความสำเร็จอะไรมาได้จากน้ำมือ จากหยาดเหงื่อ และจากคราบน้ำตา ของเราบ้าง และนี่คือสาเหตุที่ผมสร้างห้องสีเขียวนี้ขึ้นมา…

Read the rest of this entry »

Popularity: 26%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google

ผมเคยอ่านบทความบทหนึ่งของนันทขว้าง สิรสุนทร เกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพของนักศึกษาจบใหม่ รวมถึง passion ในการทำงาน เลยเอามาโพสในบล็อกของเรา บทความนี้เป็นหนึ่งบทความที่ช่วยผมจุดประกายความคิดอะไรได้หลายๆ อย่าง และคิดว่า มันคงช่วยจุดประกายความคิดให้พวกเราได้เช่นเดียวกัน

จะเป็นจะตายกับมันไหม?

นันทขว้าง สิรสุนทร

ปลายเดือนกุมภาพันธ์มาถึงทีไร ความรู้สึกอย่างหนึ่งของนักศึกษาที่กำลังเรียนปีสุดท้าย คงรอคอย หรือสับสนปนเปไปกับความตื่นเต้นอยู่บ้าง.. ที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าพวกเขากำลังจะจบการศึกษา และจะต้องเป็นนกที่บินออกจากรังไปเจอลมฝนและแสงแดด เจอชีวิตใหม่ๆ อีกด้านที่ไม่เคยพบ

วันศุกร์ที่แล้ว (11 ก.พ.) ผมได้รับเกียรติจากคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้ไปเป็นวิทยากรในงานปัจฉิมนิเทศ ร่วมกับแขกผู้ใหญ่อีกสองท่าน งานวันนั้นสนุกดีครับ บรรยากาศเฮฮา ไม่เป็นทางการมาก แต่ถึงไม่เป็นทางการมากก็มีน้องๆ ที่แววตามุ่งมั่นแต่ละคน ดูจะจริงจังกับชีวิตใหม่ของพวกเขาที่กำลังเดินทางมา…

คำถามหนึ่งที่น้องบางคนถามก็คือ พวกเขาจะทำอะไร เหมาะกับงานแบบไหน หรืออาชีพนั้นอาชีพนี้น่ากลัวมั้ย?

ผมบอกน้องคนหนึ่งว่าทุกอาชีพมีความสนุกของมันเสมอ แถมยังมีเสน่ห์ที่ “คนนอก” ไม่ได้รู้อีกด้วย… ผมไม่คิดว่า “การเขียนหนังสือ” ดีกว่า “ขายเต้าฮวย” หรือเป็น “เลขาฯ” เจ๋งกว่า “ขายไข่ปิ้ง” …แน่นอน “คนขับรถแทกซี่” ก็ไม่ได้เป็นอาชีพที่น่ารู้สึกต่ำต้อยไปกว่า “เอเยนซี”

เพราะคุณค่าที่แท้จริงนั้น วัดจากการลงแรง ความรักในงานและเจตนาที่ดีต่อผู้รับผลของงาน

Read the rest of this entry »

Popularity: 22%

Share and Enjoy: These icons link to social bookmarking sites where readers can share and discover new web pages.
  • bodytext
  • Sphinn
  • del.icio.us
  • Facebook
  • Mixx
  • Google